<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-1755877247562212130</id><updated>2012-02-16T12:54:42.153-08:00</updated><title type='text'>Articles on Arch.Education</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://yong-book4.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1755877247562212130/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yong-book4.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>6</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1755877247562212130.post-1652868165777033865</id><published>2009-09-08T23:54:00.000-07:00</published><updated>2009-09-09T06:39:21.281-07:00</updated><title type='text'>วิธีการออกแบบเชิงจิตวิญญาณ</title><content type='html'>&lt;div id="ms__id252"&gt;&lt;div id="ms__id271"&gt;&lt;div id="ms__id269"&gt;&lt;div id="ms__id232"&gt;&lt;div id="ms__id223" align="justify"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;เรื่องสั้น..…ทีทำท่าจะไม่สั้น..ไม่จบ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div id="ms__id436" align="justify"&gt;สองสามวันก่อน ผมถามปัญหาในความอยากรู้ว่า.. คนรุ่นใหม่นั้น มีโลกทัศน์หรือความคิดและจินตนาการกับโลกและสังคมกันอย่างไรบ้าง? ก็เพื่อจะตรวจสอบว่า ผม..คนต่างวัยจะคุยกับพวกเขาให้รู้เรื่องกันได้อย่างไรบ้าง? เพื่อหวังว่าเราจักเล่นเกมการแสวงหาความรู้ของกันและกันได้อย่างมีรสมีชาดมากขึ้น ..ผมไม่ได้รับคำตอบอะไรในชั้นเรียนวันนั้น ซึ่งต้องยอมรับว่าใครๆเจอคำถามนี้ก็ต้องมึนกันแทบทุกคน เพราะเรามักชินมองคิดอะไรในสิ่งที่เราสัมผัสได้จากภายนอก พอมาเจอเรื่องตนเองและคิดมองกลับกันภายในตัวเองแล้ว ก็ต้องมึนงงกันบ้างเป็นธรรมดา&lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id442" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;อีกสองสามอาทิตย์ต่อมา ผมได้อ่านบทความในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันสองสามเรื่อง เป็นเรื่องวิวาทะในความต่างคิดต่างจินตนาการที่มีต่อ “นักศึกษาโพสต์มอร์เดิร์น” ซึ่งผู้เขียนเหล่านั้นแทบเป็นคนวัยเดียวกัน (ซึ่งค่อนไปทางอดีตนักศึกษามอร์เดิร์น) เนื้อหาก็เป็นการมองพวกเขา ในทำนองบทสรุปที่คล้ายคลึงกัน คือ “ไม่มี” หรือ “มี” โลกทัศน์ที่ไม่เหมือนกัน (กับพวกเขา) ..ซึ่งผมยังลังเลในข้อสรุปนั้น และค่อนไปในทางที่ไม่สู้ยอมรับในขณะนั้นและเดี๋ยวนี้ เพราะคนในยุคเวลาที่ต่างกรรมต่างวาระ โดยเฉพาะเหตุการณ์และสภาพแวดล้อมที่หุ้มล้อมรอบตัวเรานั้น มีความแตกต่างกันอยู่ ก็ย่อมมีความต่างกันในโลกทัศน์เป็นธรรมดา&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;อีกสองสามนาทีต่อมา ผมเอาข้อเขียนเหล่านั้นบางส่วนไปโพสต์ถาม “นักศึกษาโพสต์มอร์เดิร์น” กลุ่มหนึ่งในเว็บบอร์ดของพวกเขา ก็ได้รับคำตอบเชิงอุปมาอุปโหลกบ้าง เสียดแทงเสียดสีบ้าง ถากถางบ้าง สงสัยและเคลือบแคลงในคำถามบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง นานาสาระพัด อันเป็นธรรมดาของคนต่างวัยต่างสมัยคุยกัน …นี่ยังดีนะที่ทนคุยกันได้ ทั้งๆที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องและมีสัมพันธ์ตรงกันเท่าไรนัก&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ที่เกริ่นเรื่องนี้ ..จะดูเหมือนไม่เกี่ยวอะไรเลยในตอนหลังที่จะเป็นความคิดและวิธีการออกแบบสถาปัตยกรรม ..แต่ขอเถียงแบบขอไปทีว่า..จะเกี่ยวกันถ้าคิดเป็นองค์รวม ..ทำนองจะบอกให้รู้ว่า ถ้าอาจารย์กับศิษย์นั้นมีโลกทัศน์ไม่ตรงกัน และไม่รู้อะไรของกันและกัน เนื่องจากเกิดกันคนละยุคเวลา หากจูนสิ่งนี้ให้เข้ากันไม่ได้ ก็ต้องซอรี่ที่ต้องกล่าวว่า..พูดหรือคิดเป็นมโนทัศน์หรือจินตภาพย่อมไม่ตรงกัน ไม่รู้เรื่องกัน และก็โปรดอย่าเสแสร้ง เพราะไม่งั้นจะเกิดการเรียนรู้การออกแบบที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อกันเลย ซึ่งก็เป็นธรรมดาอีกนั่นแหละ แต่ถ้าอยากเป็นชนิด..ไม่ธรรมดา ก็ต้องมุ่งกลับไปค้นหาจิตเดิมแท้(archetype)ของกันและกัน ยิ่งสืบกลับไปได้มากก็จะยิ่งตรงกันมากขึ้น เพราะเป็นจิตเดิมที่เริ่มกันมาแบบเดียวกันเหมือนการเริ่มอายุของจักรวาลอันเดียวกัน หรือจิตแห่งจักรวาลนั่นเอง…ตามทฤษฎีวิทยาศาสตร์จิตวิญญาณใหม่ของยุคนี้ (จิต คือ ธรรมชาติรู้ ตัวรู้ อุปมาเป็นคนงานผลิตสิ่งรู้ เป็นอารมณ์รู้ เป็นความรู้หรืออุปทานขันธ์ คือ วิญญาณ หรือ ใจ ในโรงงานที่เรียกกันว่าสมอง ซึ่งจะรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกันเสมอ(อุปมาของหยินหยาง) ทั้งคู่ไม่หลับนอนในโรงงานหรือในสมอง แต่จะนอนที่ไหน? วิทยาศาสตร์กำลังตามสืบอยู่แต่ยังหาไม่เจอขณะนี้) อ่านได้ในหนังสือ “โลกหลัง ๒๐๑๒ สู่มิติที่ห้า” และ “วิทยาศาสตร์จิตวิญญาณ” ทั้งสองเล่มเขียนโดย คุณหมอประสาน ต่างใจ …ผมไม่ได้โม้เอง แต่โม้ตามท่านผู้เขียนหนังสือนั้นครับ และที่จะโม้เองต่อไปนี้คือ วิธีการออกแบบที่เน้นจิตวิญญาณ ซึ่งจะถือเป็นการเขย่าจิตเพื่อสร้างมโนทัศน์และจินตภาพในการออกแบบตามโลกทัศน์ใหม่ ไม่ใช่เป็นการพัฒนาจิตเพราะจิตพัฒนาไม่ได้ แต่เพื่อเปลี่ยนวิธีทำงานของจิตใหม่ให้ผลิตสิ่งรู้ใหม่ๆ นี่คือสาระของบทความนี้ที่ทั้งลอกทั้งเขียนมาให้พิจารณาร่วมกัน &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;จะขอเข้าเรื่อง…หลังการเรียนรู้การออกแบบอาคารสถานฑูตฯ กันในห้องเรียนในวันหนึ่ง ซึ่งวันนั้น ..ผมอดภาคภูมิใจไม่ได้ที่นำเสนอ “วิธีการออกแบบ” ใหม่? (สอนตัวเอง) ที่ผมเพียรลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน และก็ทำมาตลอดในสายงานอาชีพนี้ เพราะตะกละที่จะรู้เรื่องการออกแบบในหลายวิธีการ ผมได้รับการตอบสนองจาก “นักศึกษาโพสต์มอร์เดิร์น” หญิงสองคน ถึงการออกแบบ ที่เริ่มโดยการเดาสุ่มกันก่อน แล้วจึงแสวงหาเหตุผลด้วยข้อมูล เพื่อยืนยันคำตอบของความคิดนั้น ด้วยข้อมูลที่เกี่ยวข้องที่เขาเองสรรหามาสนับสนุน เพื่อใช้เป็นบรรณสานสอดคล้องกันกับคำตอบแรก แล้วก็พัฒนาการความคิด แก้ไข เพิ่มเติม หรือเปลี่ยนสลับคำตอบบวกกับเหตุผลหรือข้อมูล เรื่อยๆต่อๆไปจนพอใจหรือหมดเวลาที่กำหนดไว้ ก็ถือว่าภาระการเรียนรู้ในการออกแบบโครงการนี้เสร็จสิ้นลง ..ผม…คาดหวังว่าเขาแต่ละคนน่าจะออกแบบกันสนุก และมีความเชื่อมั่นสูงขึ้น ในความสามารถของตนเองล้วนๆกว่าที่เคยทำแบบเดิม &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id286" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ด้วยวิธีการนี้ น่าจะตอบข้อกังขาหนึ่งที่ว่า อะไรควรเกิดก่อนกัน ระหว่างการแสวงหาหรือรวบรวมข้อมูล กับจินตนาการหรือการเสนอความคิดของคำตอบในการออกแบบก่อน บ่อยครั้งที่วิธีเดิมมักเริ่มแบบการคิดเชิงเส้นตรง คิดกันแบบแยกแยะ ไม่ใช้จินตนาการ โดยมักเริ่มที่หาข้อมูลพื้นฐานแบบชิ้นส่วนลักษณะแบบเศษเล็กเศษน้อยทั่วไปเป็นธรรมเนียมก่อน โดยนิสิตทั้งหมดในแต่ละกลุ่ม ทำงานบนกรอบความคิดของชนิดข้อมูลที่กำหนดโดยอาจารย์ประจำแต่ละกลุ่ม (ซึ่งส่วนมากเป็นทำนองเดียวกัน) เช่น ข้อมูลการวิเคราะห์ (แยกส่วน) ของสถานที่ตั้ง โปรแกรมความต้องการ งานวิศวกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง กฎระเบียบและข้อกำหนดเทศบัญญัติอาคาร ลักษณะเฉพาะของอาคารเชิงสัญลักษณ์ ฯลฯ แล้วจึงมาสรุปผล รวบรวมให้ปะติดปะต่อกันเข้า เพื่อใช้กำหนดการริเริ่มเป็นแนวคิดสำหรับการตั้งคำถามหรือปัญหาแล้วเสนอแบบร่าง (จินตภาพ) เป็นคำตอบการออกแบบ แล้วนำไปเสนอเพื่อรับการวิจารณ์และคำแนะนำจากอาจารย์ แล้วกลับไปปรับปรุงแต่งคำตอบต่อๆไป ปัญหาที่พบอย่างเป็นนัยสำคัญคือ แทบไม่เห็นความสอดคล้องระหว่างข้อมูลนั้นกับคำตอบในการออกแบบของแต่ละคนเลย หรืออาจกล่าวได้ว่า คำตอบในการออกแบบก็สามารถเกิดมีเองก็ได้ โดยไม่ต้องอาศัย(หรืออาศัยข้อมูลเพียงเล็กน้อย) เหล่านั้นซึ่งรวบรวมไว้ก่อนเลย บางทีสาเหตุอาจเป็นเพราะข้อมูลที่หามานั้น ปะติดปะต่อเป็นรูปรวมให้เห็นกันชัดเจนไม่ได้ หรือไม่รู้จะสังเคราะห์ (เอามารวมกัน) กันให้เห็นรูปแบบกันได้เลย หรือกำหนดปัญหาที่จะออกแบบได้ก็ไม่ชัด..ละมัง?&lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id443" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ด้วย “วิธีการออกแบบใหม่?” นี้ ..ผมทึกทักเอาเองว่า น่าจัดไว้เป็นสานุศิษย์ของ นายปีเตอร์ ไอเซนแมน อีกคน ที่จะสร้างการเรียนรู้การออกแบบสถาปัตยกรรม ในลักษณะของวิธีการจิตวิทยาแบบ “บำบัดโดยกลุ่ม” คือมุ่งหวังให้นิสิตแต่ละคนออกแบบอาคารสำหรับตนเองและโดยตนเอง โดยมีครูเป็นนักสังเกตการณ์หรือผู้ช่วยเหลืออยู่ห่างๆ หรือคอยส่งเสริมให้เขาแต่ละคนนั้นได้บรรลุวัตถุประสงค์ของตนและเพื่อตนเองเท่านั้นเอง ลักษณะการดำเนินการนี้ อาจเรียกย่อยลงว่า เป็นเทคนิค หรือกลยุทธ์ น่าจะพอได้ หลักของจิตวิทยาบำบัดที่สำคัญ คือการพยายามขุดคุ้ยจิตเดิมแท้ของแต่ละคนออกมาให้รับรู้ร่วมกัน (ซึ่งวิทยาศาสตร์จิตวิญญาณกำลังเป็นที่สนใจและศึกษากันโดยมีวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์สมัยใหม่สนับสนุน และเพิ่มความเชื่อกันที่ว่า การศึกษาเรื่องนี้จะแก้ไขโลกกายภาพที่กำลังวิกฤตในปัจจุบันได้)&lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id444" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;และด้วย “วิธีการออกแบบใหม่?” (เมื่อหมายโดยรวม) นี้ ผลงานสุดท้ายของนิสิตแต่ละคน เมื่อถูกนำเสนอเพื่อการ “ตัดสิน” โดย “ลูกขุน” หรืออาจารย์ที่จะประกาศิตคะแนนให้ปรากฏในประวัติการเรียนของแต่ละคน สำหรับเขาแต่ละคนนั้น น่าจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นใหม่ได้ คือเป็นดังเช่นทนายความของตัวเองด้วย แก้ต่างความคิดและข้อสงสัยของลูกขุนได้อย่างมีความเชื่อมั่นขึ้น โดยใช้หลักฐานจากข้อมูลและการสร้างบรรณสานสอดคล้องกับผลงานของเขาได้อย่างดี และควรภาคภูมิใจในความสามารถของตนเองในการตอบข้อซักถามได้เต็มที่ ..ผมคาดหวังเอาอย่างนี้ ..แต่ก็คงต้องคอยดูกัน ..เพราะสมมติฐานนี้ ต้องรอตรวจสอบกันในทางปฏิบัติหลังเสร็จสิ้นกระบวนการออกแบบที่เกิดขึ้น &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id445" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างที่รอผล ..หลังวันที่ผมเสนอสมมติฐานเรื่องวิธีการออกแบบนี้แล้ว ผมก็ยังคงแสวงหาในความอยากรู้ที่ผมเริ่มต้นไว้ข้างต้น ด้วยความตั้งใจ ผมแวะร้านหนังสือเพื่อซื้ออ่านรวมเรื่องสั้น “แม่มดบนตึก” โดย ปริทรรศ หุตางกูร ..นักเขียนหนึ่งในเจ็ดที่ถูกคัดเลือกสำหรับรางวัลสร้างสรรค์วรรณกรรมซีไรท์ ขณะนี้ (ปี ๒๕๔๕) หลายคนกำลังลุ้นว่าผู้เขียนคนนี้ จะผ่านด่านอรหันต์ ไปเป็นหนึ่งในหล้าเบียดแซง คุณปราบดา หยุ่น เจ้าของเรื่อง “ความน่าจะเป็น” เต็งหนึ่งในรายการนี้ได้หรือไม่? &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id292" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ผมอ่านหนังสือนี้ ชนิดวางไม่ลง หรือไม่ยอมถอยเพื่อเข้าห้องน้ำกลางคันไปได้ ผิดกับตอนอ่านเรื่องสั้นของ คุณปราบดา หยุ่น ซึ่งจะหยุดอ่านชั่วคราวเพื่อเข้าห้องน้ำทุกครั้ง (นี่เป็นเหตุปัจจัยทางสุขภาพการขับถ่ายที่ไม่เหมือนกันขณะนั้นก็ได้) สำนวนผู้เขียนเรื่องแรก ดุดัน เข้มข้น และค่อนไปทางแนวพิศวาสเรทอาร์บ้าง ต่างจากเล่มหลังที่ค่อนข้างนุ่มนวล ทั้งสองนักเขียนนี้แสดงความแตกต่างทางชนชั้นได้ค่อนข้างชัดเจน เนื้อหาของการสร้างสรรค์นั้นพอๆกัน หลายเรื่องในสองเล่มนี้ได้อรรถรสหลากหลายอารมณ์ต่างกัน ..ผมมีอคติอยู่บ้าง..คงเป็นเพราะว่าผู้เขียนทั้งสองเล่มอยู่ในสายอาชีพและประสบการณ์ทางการศึกษาทางศิลปะพอคล้ายๆกันละมัง? แม้เรื่องส่วนมากหรืออาจทั้งหมดในเล่มแรก ค่อนไปทางสะท้อนเรื่องชีวิตและสังคมของคนทุกวันนี้ โดยเฉพาะกลุ่มคน “ชั้นล่าง” ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศไทย การใช้ภาษาเขียนทั้งสองเล่มนั้นก็เข้าใจง่าย ไม่ตรงเป็นไม้บรรทัดของภาษาไทยแท้นัก แต่เรียงคำต่อเนื่องชัดเจน ทำให้เข้าใจในความคิดที่จะสะท้อนออกมาของผู้เขียนได้ดี ได้หลากหลายอารมณ์ และกระตุกความรู้สึกได้เป็นครั้งคราว การหักมุมของเรื่องมีให้เห็นบ่อยๆ ยิ่งตอนจบของแต่ละเรื่อง ให้ความบันเทิงที่แปลกกว่าพวกละคอนน้ำเน่าทางทีวีกว่ากันเยอะเลย &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผู้เขียนทั้งสองเล่ม ก็ต้องจัดว่าเป็นกลุ่ม “นักศึกษาโพสต์มอร์เดิร์น” ได้เหมือนกัน อาจถือได้ว่าเป็นนักคิดที่ไม่ใช่แบบมอร์เดิร์น ก็น่าจะได้ ซึ่งจะกล่าวหาว่าไม่มีโลกทัศน์ทางสังคมนั้น ก็ต้องบอกว่าเป็นการกล่าวผิดแน่นอน เพราะวรรณกรรมของเขานั้น คนในยุคมอร์เดิร์นเช่นผม ไม่เคยหาอ่านเจอในอดีต แม้เรื่อง “จันดารา” จะผาดโผนอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ไกลล้นมากกว่านวนิยายในสกุลไทยทั้งสมัยอดีตและปัจจุบันเลย ทั้งสองเล่มดังกล่าว ถ้าจะนับว่าเป็นวรรณกรรมสร้างสรรค์แห่งยุคโพสต์มอร์เดิร์น ก็น่าพูดได้โดยไม่ละอายปากสำหรับคนยุคมอร์เดิร์นนัก ..ผมว่าเอาเอง &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ทั้งเมื่อต้องย้อนกลับไปอ่านรวมเรื่องสั้นเล่มที่สอง “ความน่าจะเป็น” อีกครั้งนั้น ก็ยังคงซึมซับอารมณ์เดิมๆ ให้ย้อนกลับคืนมาง่ายๆ คือสาระเรื่องที่อ่านก็ธรรมดาๆ ไม่ซับซ้อน แต่เนื้อหาบ่งบอกถึงความฉงนในหลายสิ่งที่เราเคยคิดชินกัน ในมุมมองที่ต่างกัน พลิกอารมณ์สมกับชื่อเรื่อง จะว่าไปแล้วเป็นการคิดเชิงสวนกลับหรือสร้างสรรค์ก็ว่าได้ ผมว่าถ้าลักษณะการออกแบบสถาปัตยกรรม สามารถบรรยายออกมาเป็นเช่นความคิดที่ได้จากงานเขียนนี้ สะท้อนความเป็นตนเอง ก็น่านับว่าเป็นสถาปัตยกรรมโพสต์มอร์เดิร์น แบบไทยๆแท้ของคนยุคนี้ทีเดียว &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;จากงานเขียนสรรค์สร้างความคิดจาก “ภายใน” ของตนเองเช่นนี้ ได้สร้างแรงบันดาลให้สำหรับคนอื่นอยู่บ้าง เช่นว่า ทำให้แต่ละคนซึ่งสามารถเขียนอะไรออกมาได้สดสวยกันทุกคน ถ้าตั้งใจเขียนกันจริงๆ ..ผมยอมรับว่านี่นับเป็นแรงบันดาลใจทำให้ทุกคนอยากเขียนระบายความรู้สึก “ภายใน” ของแต่ละคนเองได้เอง ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งสร้างเรื่องราวให้ใหญ่โต มากเรื่อง มากความ ทำตนเป็นเช่นนักเขียนดังๆที่สังคมอุปโหลกตามกัน ด้วยขั้นตอนของวิธีการเขียน สร้างโครงเรื่อง หรือสำนวนแบบมีกฎมีเกณฑ์ และยึดถือกันว่าดี ..โดยสรุปคือว่า อยากเขียนอะไร ก็เขียน เขียนเพื่อตัวเองอ่านเอง นั่นแหละดีนักแล &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id297" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ตัดฉาก ..กลับมาที่การออกแบบสถาปัตยกรรม ..นายปีเตอร์ ไอเซนแมน ก็คงคาดหวังเช่นนั้น ..ว่า ครูน่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้ศิษย์ทั้งหลายได้ออกแบบเพื่อตอบสนองความคิดของแต่ละคนเอง คงไม่ใช่เพื่อตอบสนองความคิดของครูที่ให้เกรด หรือคนอื่นที่ครูคิดเอาเองว่าน่าจะตอบสนองเขาเหล่านั้น ..ว่าแต่ว่า เราจะออกแบบอาคารของแต่ละคน ให้สะท้อน “รูป” ..“ที่ว่าง” และ “เวลา” และบวกรวมเอา “จิตวิญญาณ” ของตัวเองไว้ด้วย..เป็นแบบห้ามิติ..กันอย่างไร? เพื่อให้มีบรรณสานสอดคล้องกันเช่นการร้อยเรียงภาษาแห่งความเข้าใจได้ง่าย เช่นภาษาเขียนของวรรณกรรมเรื่องสั้นดังกล่าวได้หรือไม่? คำตอบน่าจะเป็นเรื่อง..ยากครับ อาจเป็นเพราะเราไม่กล้าหรือเคยคิดกันทำนองนี้ ..แต่ผมชวนเชื่อว่าน่าลองดู เหมือนกับลองเริ่มเขียนเรื่องสั้นในความคิดของตนเองและด้วยตนเอง ..ถ้ายังนับถือวิธีการออกแบบในความแตกต่างแปลกแยกวิธีนั้นๆ ..เป็นสุนทรียศาสตร์ทางความคิดของการแสวงหาที่อยากลิ้มลองรสเหมือนกัน &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;นาย Bryan Lawson (How Designers Think, 1980..มีในห้องสมุดฯ) สถาปนิกและนักการศึกษาวิธีการคนหนึ่ง ทำการศึกษาตรวจสอบวิธีการ หรือวิธีคิดในการออกแบบของสถาปนิกนั้นเป็นอย่างไร? อ้างถึงการทดลองความแตกต่างในการแก้ปัญหาของนักเรียนสถาปัตย์กับนักเรียนวิทยาศาสตร์ ผลสรุปแบบรวบรัดอ้างว่า.. นักเรียนสถาปัตย์คิดแก้ปัญหาแบบสังเคราะห์มากกว่าพวกนักเรียนวิทยาศาตร์ที่คิดแบบวิเคราะห์มากกว่าการคิดสังเคราะห์ ซึ่ง ..ผมก็เห็นด้วยที่ว่า นั่นเป็นเพราะเขาเหล่านั้นโดนฝึกฝนเสี้ยมสอนกันมาก่อน และก็ลักษณะของปัญหาของสถาปัตยกรรมและวิทยาศาสตร์ก็อาจไม่เหมือนกันด้วย &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id299" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ในบทสรุปของการอธิบายขบวนการออกแบบสถาปัตยกรรม ผู้เขียนก็เลยเอียงกระเท่เร่ไปทางแบบจำลอง (model) ทางความคิดในการออกแบบของ Darke (1978), Hillier et al (1972) ดังภาพแผนภูมิ (วิชาการ) ดังนี้ &lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SqdT60y7oMI/AAAAAAAABrE/ecKdyL8mMOo/s1600-h/ra2.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5379360549987131586" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 370px; CURSOR: hand; HEIGHT: 132px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SqdT60y7oMI/AAAAAAAABrE/ecKdyL8mMOo/s400/ra2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div id="ms__id83"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเริ่มต้นด้วย briefing เกิดขึ้นโดยการสร้างความสัมพันธ์ของคำตอบที่เป็นไปได้ทางสถาปัตยกรรม ที่ผู้ออกแบบต้องการ จากการปรับแต่งความคิดใดๆของตนที่คิดว่าเป็นไปได้ เลือกปัญหาที่กำหนดพร้อม “ออกแบบ” คำตอบที่สนองปัญหานั้น ปรับแต่งแล้วออกแบบต่อๆไป การปรับแต่งอาจเกี่ยวเนื่องการนำข้อมูลที่เลือกสรรแล้ววิเคราะห์-สังเคราะห์ให้เกิดความสอดคล้องในคำตอบที่เสนอเพิ่มแต่งเติมของเดิมขยายออกไปเรื่อยๆ การนำเสนอและออกแบบที่สัมพันธ์กันและกัน ใช้วิธีการคิดแบบวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินผล (ด้วยการวิจารณ์ของตนเองและผู้อื่น) เพื่อการปรับปรุงเป็นขั้นต่อๆไป &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id484" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การสรรหาข้อมูลเพื่อยืนยันคำตอบหรือปรับแต่งคำตอบใดนั้น จำเป็นต้องแยกแยะหรือวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อหาชิ้นส่วนให้เกิดความสัมพันธ์กับข้อมูลเชิงประสบการณ์ที่ตนเองสะสมไว้ในอดีต อาจเหมือนกันหรือเข้ากันบางส่วนได้ จึงนับว่าเป็นข้อมูลที่ผู้สรรหา มักยอมรับกัน มิฉะนั้นข้อมูลนั้นก็ไร้ความหมายไม่พึงประสงค์ที่จะนำไปใช้ได้เลย (Y. na Nagara, The Correlation between Preconceptions and Design Outcomes, 1983..unpresented dissert.) …ซึ่งผมเคยทำการทดลองศึกษาในงานวิทยานิพนธ์ (ที่ไม่ยอมส่งและจ่ายเงินที่ค้างเขาอยู่ จึงไม่ได้ปริญญาดอกเตอร์) มาแล้ว ยิ่งไปกว่านี้ ...นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการตะวันตกยุคใหม่ เชื่อว่าจิตใจมนุษย์ทำหน้าที่เหมือนสวิตช์อัตโนมัติรับข้อมูลที่จำกัด เมื่อใดก็ตามที่ข้อมูลมากเกินไปหรือไม่พึงประสงค์ สวิตช์อัตโนมัตินี้ก็จะปิดลง สำหรับประเด็นนี้ จะมีเรื่องความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้น ถ้าเราสามารถลบทิ้งข้อมูลที่เป็นความเคยชินลงไปบ้าง ข้อมูลที่ถูกกลบไว้ด้วยข้อมูลของความเคยชินก็จะปรากฏออกมา แล้วข้อมูลเหล่านี้ก็จะทำให้เกิดความคิดใหม่ ซึ่งเป็นความคิดสร้างสรรค์นั่นเอง .....อ่าน ปริศนาจักรวาล ที่คุณหมอประสาน ต่างใจ เขียนไว้นะครับ.. &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ผมยังหาเอกสารไม่เจอ ..เกี่ยวกับความคิดในการออกแบบระหว่างจินตภาพและข้อมูลที่ใช้ขัดเกลาจินตภาพให้พัฒนาจนเกิดความสอดคล้องกับปัญหาในการออกแบบที่สุดเท่าที่ความพอใจและเวลากำหนดไว้ เลยขออนุญาตเขียนจากที่จำได้ว่า…จินตภาพในที่นี้ ..ผมหมายถึง image ขบวนการสร้างจินตภาพจะสัมพันธ์กับข้อมูลที่ได้รับในขณะนั้น อาจเรียกเป็นศัพท์วิธีการออกแบบเชิงวิชาการตะวันตกว่า.. imaging + information processing method หรือ วิธีการสหสัมพันธ์กันระหว่างจินตภาพ หรือในรูปของนิมิตที่เกิดขึ้นในกลีบสมองตรงขมับทั้งสองข้างของผู้ออกแบบกับข้อมูลที่ยอมรับในขณะนั้น เป็นการเพิ่มขอบข่ายของข้อมูลที่ยอมรับได้ใหม่ๆ ก็จะขัดเกลาหรือเปลี่ยนจินตภาพของคำตอบการออกแบบนั้นต่อๆไป ยิ่งยอมรับข้อมูลที่แปลกแยกกับข้อมูลเดิมๆในความคิดของผู้ออกแบบมาก การพัฒนาจินตภาพก็จะเกิดขึ้นหลากหลายและแปลกแยกขึ้นจากจินตภาพที่เกิดขึ้นเดิมๆในสมองด้านหน่วยความจำ การแยกแยะข้อมูลเพื่อการเชื่อมต่อกับประสบการณ์เดิมๆ ที่ซึ่งผู้ออกแบบนั้นพร้อมพัฒนาในขณะเดียวกัน ก็จะเกิดขบวนการสร้างจินตภาพขึ้นมาใหม่ๆ จนบางสถานะกลายเป็นจินตภาพของความคิดสร้างสรรค์ ที่แปลกแยกโดยสิ้นเชิงจากประสบการณ์เดิมๆของผู้ออกแบบนั้น กระบวนการสหสัมพันธ์ระหว่างจินตภาพที่ผู้ออกแบบต้องการสร้างกับข้อมูลที่ขัดเกลา (ไม่อยากเรียกว่าตรวจสอบ) จะได้จินตภาพแบบเลือนลางก่อนแล้วจึงพัฒนาการไปสู่ความชัดเจนภายหลังมากขึ้น &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id305" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ต้องไม่ลืมนะครับว่า ..ขบวนการสหสัมพันธ์ระหว่างจินตภาพและข้อมูลนั้น ต้องอาศัยลักษณะการคิด (mode of thinking) แบบวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินผลหรือการคิดย้อนกลับ ตรวจสอบ ตามกรอบที่ตั้งเป็นเกณฑ์ไว้ เช่นในแง่ของ ที่ตั้ง รูปทรง-โครงสร้าง ประโยชน์ใช้สอย เศรษฐกิจ และ การก่อสร้าง/เทคโนโลยี หรือเจาะจงลงเฉพาะไปที่จินตภาพของ พื้นที่ บริเวณที่ตั้ง ลักษณะอาคาร จำนวนหน่วย และจำนวนห้อง เป็นต้น เพื่อพัฒนาจินตภาพของแต่ละประเด็นนั้น แล้วนำมาสังเคราะห็เป็นองค์รวมต่อๆไป ..อ้อ..เจอแล้วครับ เป็นเอกสารค้นคว้าชื่อ Images for Design by Barry J. Korobin ในปี 1976 ..แสดงแผนภูมิวิชาการจำลองความคิดเป็นดังนี้ &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แบบจำลอง-๑ &lt;/strong&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SqdT7pgC4AI/AAAAAAAABrU/pN8GHxFw7jM/s1600-h/ra7.jpg"&gt;&lt;strong&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5379360564134993922" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 386px; CURSOR: hand; HEIGHT: 233px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SqdT7pgC4AI/AAAAAAAABrU/pN8GHxFw7jM/s400/ra7.jpg" border="0" /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/strong&gt;&lt;div id="ms__id83" align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id82" align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แบบจำลอง-๒ &lt;/strong&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SqdT7IOWB9I/AAAAAAAABrM/gZh6tcgdS4k/s1600-h/ra4.jpg"&gt;&lt;strong&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5379360555202381778" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 332px; CURSOR: hand; HEIGHT: 400px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SqdT7IOWB9I/AAAAAAAABrM/gZh6tcgdS4k/s400/ra4.jpg" border="0" /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/strong&gt;&lt;div id="ms__id83" align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id82" align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แบบจำลอง-๓ &lt;/strong&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SqdT6dlcmGI/AAAAAAAABq8/jg6GIvMKaQo/s1600-h/ra1.jpg"&gt;&lt;strong&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5379360543756556386" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 384px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SqdT6dlcmGI/AAAAAAAABq8/jg6GIvMKaQo/s400/ra1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;div id="ms__id597" align="justify"&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id82" align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อะไรที่เกิดในสมองซึ่งเป็นเสมือนโรงงานของจิต..ตัวรู้ ผลิตอาการเช่น เรื่องความคิดและผลความคิดในการผสมผสานระหว่างข้อมูลและมโนทัศน์ที่เกิดขึ้นเป็นจินตภาพนั้น ส่วนหนึ่งเป็นส่วนมากมักจะเกิดขึ้นด้วยญาณทรรศนะ..Intuitive Thinking ไม่ใช่ด้วยพุทธิปัญญา …Rational Thinking เพียงอย่างเดียว เช่นวิทยาศาสตร์วิธีการที่อิงวิทยาศาสตร์แบบเก่า ดังที่เริ่มประกาศกันมาและเป็นอยู่ขณะนี้ แต่ด้วยวิทยาศาสตร์ใหม่โดยเฉพาะอิงวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ใหม่ เช่น ทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์ ซึ่งทำให้เกิดแนวทางวิทยาศาสตร์จิตวิญญาณ ที่เป็นความจริงดังประกาศของศาสนาต่างๆโดยเฉพาะพุทธศาสนา และถือเป็นแนวคิดของยุคนิวเอจ …ที่เชื่อกันว่าจะแก้ไขวิกฤตของโลกที่กำลังเป็นอยู่ขณะนี้ได้ ยังผลให้เกิดการดำรงชีวิตยั่งยืนและชุมชนยั่งยืน เป็นไปได้แน่นอน ก็ด้วยจินตนาการใหญ่ ความคิดใหม่ คิดเป็นองค์รวมทั้งจักรวาล และพร้อมการเน้นด้วยวิทยาศาสตร์จิตวิญญาณเท่านั้น ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ใหม่รวมสามเรื่องสามบริเวณ เช่น บริเวณหรือด้านการศึกษาที่อาจถือเป็นแกนกลางของวิสัยทัศน์ “นิเวศน์สิกขา” สองด้านของระบบธุระกิจ ที่สนองตอบกับเรื่องแรก และสาม เป็นบริเวณทางด้านการเมือง ที่จะสนับสนุนในสองเรื่องดังกล่าวอีกด้วย (รายละเอียดศึกษาได้ในชุดภูมิปัญญา ของคุณหมอ ประสาน ต่างใจ เช่น เรื่อง “โลกหลัง ๒๐๑๒ สู่มิติที่ห้า” .. “วิทยาศาสตร์จิตวิญญาณ”… “ปริศนาจักรวาล”..และ “ศตวรรษใหม่” ก็จะเข้าใจทฤษฎีวิทยาศาสตร์สมัยใหม่นี้ได้มากยิ่งขึ้น..นะครับ) &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id497" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;หลักการและวิธีการออกแบบอิง…นิกายเซน..&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;คึกฤทธิ์ ปราโมช ..เขียน &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id543" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;(…ให้ลองเปรียบเทียบการออกแบบในแนวเซน เพื่อสร้างซาโตริ เช่น การสร้างจินตภาพ หรือมโนทัศน์.. images or ideas ในทางสถาปัตยกรรม โดยจะเน้นที่ ญาณทรรศนะ.หรือฌาน... intuitive methods ที่น่าทำให้มีความโปร่งแสงแจ้งชัดขึ้นบ้าง..ต้องร่วมคิดนะครับ) &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id542" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ก่อนอื่น..ต้องเริ่มต้นที่…ลักษณะซาโตริ หรืออนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณของเซน (เรื่องการออกแบบเอาแค่เกิดมโนทัศน์ก็พอ) อันพอสรุปได้ดังนี้&lt;br /&gt;ไม่มีเหตุผล--ญาณทรรศนะ--เป็นธรรมอันสิ้นสุด--เป็นขันติธรรม--เป็นธรรมที่รู้แจ้งแทงทะลุ--เป็นธรรมที่เป็นอนัตตา-- เป็นธรรมที่เกิดปิติ--และ เป็นธรรมอันถึงได้ทันที ..ทั้งหมดรวม ๘ ข้อ&lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id632" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ท่านคึกฤทธิ์ อธิบายขยายความหมายและยกตัวอย่างไว้ดังนี้ &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id631" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;๑. ไม่มีเหตุผล ...หมายความว่า ซาโตริไม่อาจบรรลุได้ด้วยการใช้เหตุผลหรือตรรกะ คือการลำดับเหตุผลและอนุมาน ผู้ที่บรรลุถึงซาโตริแล้วไม่สามารถจะอธิบายธรรม (แง่วิธีการ) นั้นด้วยเหตุผลได้ (ตรงนี้จะงงเรื่องบัญญัติ เพราะธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมที่มีเหตุผล คือการรู้เหตุแห่งทุกข์ แล้วจึงระงับเหตุแห่งทุกข์นั้นได้ ผลคือวิมุตติ (ซาโตริ) จึงเกิดขึ้น ซึ่งอ้างมรรค ๘ เป็นดังแนวทาง หรือเรียกเหมาเป็นวิธีก็ได้ละมัง?) &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;๒. ญาณทรรศนะ ...หมายถึงผู้ที่บรรลุซาโตรินั้นสามารถหยั่งรู้สรรพสิ่งทั้งปวงได้ในขั้นปรมัตถ์ รู้อย่างไรก็อธิบาย (แม้กระบวนการ) ไม่ได้อีก เพราะต้นตำรับคือท่านโพธิธรรม ท่านกล่าวไว้กับศิษย์ว่า.. "ญาณ(ปัญญา)ของเรานั้นมิใช่เห็นแต่ความดับสูญโดยสิ้นเชิง แต่เป็นความรู้ที่เพียงพอแก่อัตภาพ แต่เราจะอธิบายความรู้นั้นด้วยถ้อยคำมิได้" (สำหรับสถาปนิกได้แค่บรรลุ ความคิดเริดๆ..ก็พอแล้ว) &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;๓. เป็นธรรมอันสิ้นสุด ..หมายความว่า ซาโตรินั้น เมื่อผู้ใดบรรลุแล้วก็ถึงซึ่งวิชาอันจบสิ้น ไม่ต้องรู้อะไรต่อไปอีก และไม่มีเหตุผลมาหักล้างธรรมนั้นได้ เมื่อซาโตริ เป็นธรรมที่รู้แจ้งเฉพาะตัว ธรรมนั้นก็สิ้นสุดที่ผู้นั้น ใครที่ไม่เห็นด้วยหรือยังมีอะไรเป็นปัญหาก็เป็นเรื่องของผู้นั้น ผู้ที่บรรลุธรรมแล้วไม่เกี่ยว.. ท่านคึกฤทธิ์อ้างตัวอย่างของท่านดังนี้ "หากผมเห็นว่าครกตำข้าวคือพุทธธรรม นั่นก็เป็นเรื่องที่ผมรู้เฉพาะตัว ใครไม่เห็นด้วยก็เป็นกรรมของคนนั้นเอง หรือใครที่เห็นว่าเป็นสากตำข้าวต่างหากเป็นพุทธธรรมก็เป็นเรื่องของคนนั้น ผมไม่เกี่ยว" &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;๔. เป็นขันติธรรม ..หมายความว่า ธรรมที่ยอมรับเป็นโลกและสภาพต่างๆในโลก ไม่ว่าจะดีหรือชั่วได้ด้วยขันติ เห็นอะไรดีก็ไม่ลุ่มหลงหรือเข้ายึด เห็นอะไรไม่ดีก็ไม่เดือดร้อนวุ่นวายเพื่อหลีกหนี สภาพทุกอย่างในโลกคือธรรม หรือเป็นธรรมดา และธรรมดานั้นหากใครไปฝืนเข้าก็เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเอง ..ท่านยกตัวอย่างว่า "คนที่พยายามแก้ของแพง (สภาพของรัฐบาลในขณะนั้น) นั้นเดือดร้อนยิ่งกว่าคนที่ซื้อของแพง ยอมรับว่าแพงเสียดีกว่า ยอมรับแล้วก็ทนไปด้วยขันติ นึกเสียว่าแพงหรือถูกเป็นเรื่องสมมติ เป็นเรื่องเปรียบเทียบ ไม่แพงก็ถูก ไม่ถูกก็แพง ไม่ว่าถูกหรือแพง ไปคิดแก้ไขเข้าก็เดือดร้อนทั้งนั้น ซึ่งก็เหมือนกับอาจารย์สถาปัตย์แบบเซนจะไม่คอยตอแยความคิดศิษย์จนทำให้จิตศิษย์วุ่นวาย จนเลิกเรียนไปเลย ..อันหลังผมว่าเองไม่ใช่ท่านคึกฤทธิ์ &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;๕. เป็นธรรมที่รู้แจ้งแทงทะลุ ..หมายความว่า รู้แจ้งแทงทะลุออกจากเปลือกแห่งอวิชชา(ความไม่รู้)ที่หุ้มห่อตนเองไว้ ผู้ที่บรรลุธรรมซาโตรินั้น หลุดออกจากเปลือกออกไปสู่ธรรมที่ยิ่งใหญ่กว่าตน และเป็นธรรม(รู้)ที่เป็นอนันต์ ไม่มีขอบเขต ธรรมอะไรก็อธิบายไม่ได้อีก เพราะเซนไม่มีภาษาและไม่มีเหตุผล รู้เอาเองก็แล้วกัน ..ดังเช่นอาจารย์เห็นแบบสถาปัตยกรรมของลูกศิษย์ก็รู้จิตซาโตริของศิษย์ ถ้าอาจารย์มีจิตรอผลอยู่บ้าง ก็เลยพลอยซาโตริไปพร้อมกับศิษย์ด้วยกันนั่นเอง ..คือพ้นทุกข์ร่วมกันได้ โดยไม่ต้องโต้แย้งหรือพูดกันมากด้วยเหตุผลและโวหาร เพราะต่างคนรู้กันเองด้วยตัวเองเท่านั้น &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;๖. เป็นธรรมที่เป็นอนัตตา ..หมายความว่า ผู้ที่บรรลุซาโตริแล้วนั้นไม่มีตัวตนเหลืออีกต่อไป ไม่มีเรื่องส่วนตัว ไม่รักใคร ไม่เกลียดใคร และไม่มีข้อผูกพันกับใครในทางส่วนตัวทั้งสิ้น (ลอก)ที่ท่านเขียนมาตรงนี้ เกิดบรรลุซาโตริปึงปังขึ้นมาแล้วซิ ตัวผมขณะนี้ไม่มีหรอก ท่านอุปมาเพียงว่า "มีตาแก่คนหนึ่งนั่งเขียนหนังสืออยู่เท่านั้น อีกหน่อยแกก็คงตาย ช่างแก" หรืออุปมาอาจารย์และศิษย์เห็นตรงกันที่ว่า สถาปัตยกรรมเป็นเช่นสากกระเบืออันหนึ่ง ไม่มีรักมีชอบ ไม่เป็นของสถาปนิกลำพัง แต่เป็นของใครก็ได้ ไม่มีลักษณะที่แสดงความโลภ ความโกรธ และความหลงแต่ประการใด ออกแบบโปรเจคนี้เสร็จ เดี๋ยวก็ออกแบบโปรเจคอื่นต่อไป จนจบได้ปริญญา แล้วอาจารย์กับศิษย์ก็ไม่ต้องมาตอแยกันอีก แบบตัวใครตัวมัน..ทำนองนี้ &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;๗. เป็นธรรมที่เกิดปิติ ..หมายความว่า เมื่อซาโตริเป็นธรรมที่หลุดพ้น เกิดความรู้สึกเป็นเสรี ปิติก็ย่อมเกิดขึ้น เหมือนคนที่หลุดพ้นจากที่คุมขัง จะปิติอย่างไรก็บอกไม่ได้เหมือนกัน เพราะ (ท่านผู้เขียน) ไม่เคยหลุดพ้น หรือเมื่อทำแบบเสร็จแล้วได้เกรดดีหรือเกรดห่วย ได้เงินค่าแบบหรือไม่ได้ก็ตาม ก็ยังปิติในผลงาน เพราะซาโตริแล้ว ..ว่างั้นนะ &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id330" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;๘. เป็นธรรมอันถึงได้ทันที ..หมายความว่า ผู้สำเร็จซาโตริตามลักษณะดังกล่าวนั้น สำเร็จได้โดยกระทันหัน เสียงกรวดกระทบไม้ไผ่ แกรกเดียวก็สำเร็จได้ (หรือเมื่อปากกาจรดกระดาษ เม้าส์ปะทะนิ้ว ก็สำเร็จได้เหมือนกันนะ) ความสำเร็จแบบนี้ภาษาสันสกฤต (ซึ่งเป็นภาษาใช้ในคัมภีย์มหายาน) เรียกว่า "เอกมุหุรเตนะ" (แปลว่า) จะสำเร็จเมื่อไรก็สุดแล้วแต่บารมีดังที่กล่าวมาแล้ว ความพากเพียรพยายามไม่ทำให้สำเร็จได้ พูดง่ายๆว่าอย่าตื้อทำเพราะยังยึดเสียงอาจารย์บ่นกรอกหูมาก่อนหน้านั้น เดี๋ยวเลยทำแบบไม่เสร็จส่งแบบไม่ทัน จะเกิดปัญหาอื่นๆตามมา &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id329" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;จบ..การออกแบบในทรรศนะเซนตอนแรก จาก...ความรู้ของท่านคึกฤทธิ์ ปราโมช ...ครับ..ตอนต่อไปเริ่มกันดังนี้… &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id331" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;วิธีการของเซน &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;(…ให้ลองแปลง"ของเซน" เป็น ออกแบบ หรือสอนสถาปัตยกรรม แปลงการพูดเป็นการคิด แปลงการทำเป็นการเขียน แปลงโจทย์ของกระทู้เป็นปัญหาที่ต้องแก้...ก็อาจจะพบวิธีการออกแบบสถาปัตยกรรมในแนวเซนด้วยญาณทรรศนะได้ …ต้องร่วมด้วยช่วยกันเช่นเคยครับ) &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;อาจเรียกว่าเป็นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ต้องเกิดขึ้นบนฐานทรรศนะคติต่อไปนี้ก่อน คือ.. &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id340" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;๑. ตรรกธรรมดาที่เคยติดอยู่และใช้กันมา เป็นทรรศนะคติที่ผิด เพราะมองเห็นสรรพสิ่งต่างๆแง่เดียว หรือคิดแบบแยกส่วน เช่นเรื่องปรมัตถ์และสมมติ เซนจึงไม่แบ่งอะไรออกเป็นปรมัตถ์หรือสมมติ ถ้าเป็นปรมัตถ์ก็เป็นปรมัตถ์ทั้งหมด หรือถ้าเป็นสมมติก็เป็นสมมติทั้งหมด หรือกล่าวได้เลยว่า ปรมัตถ์ก็คือสมมติ หรือสมมตินั่นแหละคือปรมัตถ์ ..เปรียบเอาเป็นว่า มโนทัศน์และจินตภาพทางสถาปัตยกรรมที่กำลังฝึกเรียนออกแบบนั้น ผลจะไม่มีวันได้ก่อสร้างให้คนอื่นรำคาญแน่นอน เอาเพียงแค่ตัวเองและอาจารย์อย่ารำคาญใจก็พอแล้ว …ส่วนจบไปทำงานแล้วก็เป็นอีกเรื่องครับ &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id339" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;๒. เว้นถือเอาว่านิพพานอยู่ในตัวเราเอง ไม่ต้องไปหาที่ไหน มองตัวให้ดีๆก็แลเห็นและถึงนิพพาน ..ฉันนี่แหละออกแบบเก่งที่สุด เดี๋ยวก็ได้เห็นแบบสถาปัตยกรรมอย่างซาโตริแบบฉับพลันได้ &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id337" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ต่อไปนี้เป็นวิธีต่างๆที่ทำให้คนแลเห็นธรรมของเซน มีสองแขนง คือการพูดจาโต้ตอบหรือสั่งสอน กับการตั้งโจทย์กระทู้ธรรมแล้วให้ศิษย์เอาไปแก้หรือให้อาจารย์ถามแบบไม่ยอมบอกว่าอะไรดี (เพราะอาจารย์ก็ไม่รู้แต่ทำเป็นรู้ นอกจากอาจารย์ที่พบซาโตริแล้ว ซึ่งศิษย์ต้องค้นหากันเอาเอง) …..แขนงแรกแบ่งฝอยออกได้เป็นดังนี้ &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id546" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;๑. &lt;span style="color:#ff0000;"&gt;พูดในสิ่งที่ขัดกัน&lt;/span&gt; ..&lt;br /&gt;ตัวอย่าง..&lt;br /&gt;"เราเดินไปด้วยมือเปล่าแต่เราถือพลั่วอยู่ในมือ&lt;br /&gt;เราเดินด้วยเท้า แต่เรานั่งอยู่บนหลังวัว&lt;br /&gt;เมื่อเราข้ามสะพาน&lt;br /&gt;น้ำใต้สะพานนั้นไม่ไหล แต่สะพานไหล"&lt;br /&gt;หรือคำพูดแบบไม่มีเหตุผลแบบธรรมดาที่ว่า..&lt;br /&gt;"ดอกไม้นั้นไม่แดง หรือใบไม้ไม่เขียว" &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id545" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เป็นการพูดแบบให้เลิกคิดในสิ่งที่เคยคิด คือไม่อยู่ในกรอบเหตุผลหรือประเพณี จนกลายเป็นอุปทานได้แก่ยึดในเหตุผลแบบเดิมๆ แล้วหันมายึดอุปทานอีกแบบหนึ่งคือความยึดในการไร้เหตุผลแบบเซน (ที่ทางจิตวิทยาตะวันตกเรียกว่า fuzzy logic ..คือการใช้เหตุผลแบบไม่มีเหตุผลเอาเลย) เซนยึดวิธีการพูดที่ขัดกันและความไร้เหตุผลเอามาก และใช้พูดกันในเรื่องชีวิตประจำวัน โดยไม่รับรู้ความจริงอย่างธรรมดาเสียหมด เช่น.. &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id544" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;"ผมกำลังเขียนเรื่องนี้ แต่ไม่ได้เขียนเลยแม้แต่อักษรเดียว&lt;br /&gt;ท่านกำลังอ่านเรื่องนี้อยู่ แต่ไม่มีใครอ่านเรื่องนี้แม้แต่คนเดียว"&lt;br /&gt;ถ้าจะพูดอย่างธรรมดาก็ลองตัดประโยคที่มาข้างหลังคำว่า..แต่ ออกให้หมด &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;หลังจากฝึกคิดแบบขัดกันเองแล้ว…ที่นี้ลองคิดออกแบบตามอย่างการเขียนภาพแบบเซนในนิทานเรื่องนี้..(ยังมีรายละเอียดเช่นการเขียนภาพสุมิเย การจัดดอกไม้ การชงชา และต่อสู้แบบซามูไร ของเซนญี่ปุ่น แล้วจะได้พล่ามอิงกับการออกแบบสถาปัตยกรรมเชิงรูปธรรมในโอกาสต่อไป ..ถ้าผมยังไม่ตายเสียก่อน)&lt;br /&gt;ช่างเขียนญี่ปุ่นคนหนึ่งชือ โอโกบุ ชิบุน ตกลงรับเขียนให้ผู้ว่าจ้างคนหนึ่ง เขาเขียนภาพป่าไผ่ด้วยหมึกแดง เสร็จแล้วมอบให้ผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างเห็นแล้วถามว่า….&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;"ข้าพเจ้าขอบคุณท่านที่เขียนภาพป่าไผ่ที่สวยงามมาก แต่ขอโทษ ท่านเขียนภาพด้วยหมึกแดง"&lt;br /&gt;โอโกบุ ชิบุน ก็ถามกลับไปว่า.."ท่านต้องการให้ข้าพเจ้าเขียนภาพด้วยหมึกอะไร"&lt;br /&gt;"สีดำอย่างที่เขาเคยเขียนกันมา" ลูกค้าตอบกลับเช่นนั้นเพราะญี่ปุ่นเขียนภาพด้วยหมึกจีนดำเป็นธรรมเนียม โอโกบุ ชิบุน ก็ถามว่า.. "ท่านคงเคยเห็นใบไผ่สีดำเหมือนหมึกดำหรือ" &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ความคิดคนเราก็แบบนั้น ติดอยู่ในกรอบแห่งเหตุผลและธรรมเนียมการใช้ความคิดที่เคยใช้กันมาก่อน แต่ความจริงแล้ว ใบไผ่ก็ไม่ใช่ทั้งสีแดงและสีดำ และอาจไม่ใช่สีเขียวก็ได้ ใครจะไปรู้ เซนว่าไว้อย่างนี้ …นี่เป็นความคิดของท่านคึกฤทธิ์ทั้งหมดผมลอกมาทั้งดุ้น แต่พอจะแปลงก็เพลินเลยลืม …ผู้อ่านข้อนี้ต้องลองคิดแปลงเอาเองแล้วกัน.. &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id449" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เผอิญ..นึกถึงศิษย์คนหนึ่งที่จบไปแล้ว ไปทำงานแล้วบ่นถามผมในอินเทอร์เนทว่า เขาเคยเจอลูกค้าติเรื่องการวางทิศทางอาคาร ที่เขาออกแบบให้ เขาอายมากรู้สึกตนไร้ศักดิ์ศรีความเป็นสถาปนิกทันที เพราะเห็นด้วยกับคำติ เพราะไปเข้าใจจำเพียงที่เรียนมาว่า การวางอาคารควรมีทิศทางรับลมหนีแดด นับเป็นเรื่องที่ต้องให้ความเมตตาและประณามตัวผมด้วยว่า สอนกันยังไง? ทำไมไม่สอนแบบเซนบ้าง? ให้พอมีฌาน(หรือนิมิตก่อนได้ญาณ)ในขณะที่ออกแบบบ้าง จะได้ไม่เกิดเรื่องแบบนี้ นี่ก็ตั้งใจตอบเขากลับไปว่า ก็ต้องทบทวนคำติให้ดี ต้องแน่ใจว่าเป็นไปเพื่อบุญกุศล ไม่ใช่เป็นบาปอกุศล ก่อนรับมาเป็นฌานรู้ของตนต่อไป อนึ่ง..เรื่องการวางอาคารจริงๆแล้ว ก็คือการวางตัวตนของเรา(หรือเจ้าของ) เพื่อให้พบรับกับสิ่งที่ดี เช่นพบภาพภายนอกเป็นปรโตโฆสะ เป็นกัลยาณมิตรกับใจเรา เช่น ความสงบเป็นต้น แต่ถ้าตรงทิศนั้นเราได้ลมธรรมชาติ แต่ก็แลเห็นส้วมเพื่อนบ้านด้วย แล้วจะตั้งอาคารรับลมมีกลิ่นขี้ด้วยไหม? เห็นแล้วเกิดวิเวกธรรมหรือเปล่า? ทั้งกับไประวังเรื่องแสงแดด กลัวแดดกันทำไม? ทั้งที่น่าควบคุมได้ เพราะในเมื่อสรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ก็ต้องการแสงแดดทั้งนั้น ฉะนั้นการเลือกปัญหาหรือทุกข์เพื่อแก้ ต้องเลือกอันที่หนักๆจริงก่อนแล้วมองลึกลงไปที่เล็กๆอย่างละเอียด ซึ่งต้องการปริมาณฌานรู้ทั้งนั้น สำหรับเรื่องที่ตั้งกับการออกแบบอาคาร ถ้าคิดแบบเซนไม่เน้นที่โวหารแปลกๆดังที่กล่าวมาแล้ว ก็ต้องคิดเป็นองค์รวมของนิเวศน์สิกขา อย่าคิดแบบแยกส่วนแบบเดิมๆ ที่สถาปนิกมักไม่เอาใจใส่สภาพแวดล้อมที่ตั้งอาคาร ไม่ใช้เป็นบริบทของอาคารที่ออกแบบอย่างจริงจัง และไม่ยอมคิดเป็นหนึ่งเดียว เพราะไม่เคยไปสำรวจที่ตั้งอย่างจริงใจ และไม่ยอมให้จินตภาพ(ฌาน)เกิดมาจากสถานที่ตรงนั้น เวลานั้น ไม่มองเห็นสรรพสิ่งเป็นความเชื่อมโยงกันหมด ดังเช่นเดียวกับเซน ที่เน้นสอนให้พบซาโตริด้วยโวหารแบบเชื่อมโยงกัน แต่ดูเหมือนขัดกัน คิดเหตุผลแบบไร้เหตุผลต่างจากความคิดที่เป็นปกติธรรมดาของปุถุชน เมื่อการเรียนรู้แบบฝึกจิตวิญญาณ กลายเป็นจิตแบบขนาดเล็กเช่นนี้ การแก้ปัญหาหรือทุกข์นั้นจึงสับสนกัน คืออาจไปเพิ่มทุกข์ให้มากขึ้น ลองนึกภาพการใช้มีดเล็ก(ไม่คม)หั่นเนื้อชิ้นใหญ่ๆ ..เกิดผลก็ทำนองเดียวกันที่เป็นปัญหาที่เกิดกับศิษย์ในคณะฯนี้ดังกล่าว…ก็เลยเป็นเซนเช่นนั้นเอง ..เลยยังไม่รู้ว่าบอกอะไรคือวิธีเซนอยู่ดี &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;๒. &lt;span style="color:#ff0000;"&gt;การพูดโดยไม่ยอมรับหรือปฏิเสธ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;(ลองคิดพูดแบบทางสายกลาง หรือแบบอิทัปปจจยตา(คำท่านพุทธทาส) และท่านอาจารย์กรรมฐานท่านหนึ่งเคยบอกผมเรื่องการเรียนรู้วิธีนี้ด้วย) &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id446" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ในการพูดจาแบบธรรมดานั้น ถ้าเราไม่ยอมรับเราก็ต้องปฏิเสธ ถ้ายอมรับว่าสิ่งหนึ่งดี ก็ต้องปฏิเสธว่าสิ่งอื่นที่ไม่ดี แต่ในทางพุทธที่พระสวดมาติกา (จะเอาคำแปลต้องไปถามเด็กวัด) จะแบ่งของทุกอย่างในแวดล้อมตัวเราออกเป็นอย่างนี้คือ..ดี..ชั่ว..และอพยากฤต คือไม่ดีไม่ชั่ว การยอมรับและการปฏิเสธ ไม่เป็นเสรี …เสรี (ทางความคิด) คือการไม่ยอมรับและไม่ยอมปฏิเสธ ถามว่าถ้าเกิดมีปัญหาที่ต้องยอมรับหรือปฏิเสธขึ้นมาจะทำอย่างไร&lt;br /&gt;เซนตอบว่า.. &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id448" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ไม่พูดไม่ตอบปัญหานั้นเพื่อเอาตัวรอดไว้ก่อน&lt;br /&gt;เปรียบเหมือนคนตกหน้าผาแล้วบังเอิญเอาปากคาบกิ่งไม้ไว้ได้ แล้วห้อยอยู่อย่างนั้น …มีคนเดินผ่านมาแลเห็นเขาก็ร้องถามว่า..&lt;br /&gt;"ไปทำอะไรอยู่ที่นั่น" หรือ&lt;br /&gt;"สบายดีอยู่หรือคุณ? หรือ&lt;br /&gt;"โอ้ย ห้อยอยู่นานเท่าไรแล้ว?"&lt;br /&gt;ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id452" align="justify"&gt;ถ้าคนที่เอาปากคาบกิ่งไม้ไว้นั้น อ้าปากตอบเข้าก็ตกเขาตายเปล่า ไม่ได้ประโยชน์อะไรสักนิด เซนถือว่าปัญหาที่ต้องตอบไปในทางรับหรือปฏิเสธก็เป็นปัญหาแบบนั้น ไม่ตอบเสียเลยดีกว่า …ส่วนอาจารย์และศิษย์ทางสถาปัตยกรรมจะเอาอย่างนี้บ้างก็ดีนะ คือถ้าต่างยังไม่แม่นยำข้อมูลสนับสนุนกัน อย่าดันทุรังตอบแบบข้างๆคูๆ แล้วก็ไม่รู้เรื่องอะไรกันเลยทั้งคู่ ควรเอาแบบท่าน มีส วานเดอโร นั่งดูแบบของศิษย์หรือลูกน้องในสำนักงาน มักนั่งสูบซิการ์ปุ๋ยๆมองเฉย สักพักก็ลุกเดินไปที่อื่น แพล็บเดียวในบัดดล ทั้งศิษย์และลูกน้องแก้แบบที่ตัวเองเสนอให้ท่านดูกันจ้าละหวั่น ทั้งๆทีไม่ได้ยินคำพูดแกสักแอะ …ท่านมีสฯนี่รู้วิธีเซนข้อนี้ได้ก่อนพวกเรา…แฮะ &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id451" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;๓.&lt;span style="color:#ff0000;"&gt; การพูดขัดกันที่ตนเองได้พูดไว้แล้ว&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;เมื่อเซนไม่ยอมรับการพูดอย่างธรรมดาสามัญ การพูดแบบเซนจึงเป็นการพูดอีกแบบหนึ่ง จะฟังแบบเหตุผลธรรมดาสามัญไม่ได้ เช่นอาจารย์เซนอาจพูดอะไรไว้อย่างหนึ่งแล้วพูดขัดกับที่ได้พูดไว้แล้ว ดังประโยคต่อไปนี้..&lt;br /&gt;"จิตหรือวิญญาณนั้นมีแน่ เพราะมันไม่มี"&lt;br /&gt;="justify"&gt;หรืออะไรที่ออกจะยั่วโมโหคนทำนองนั้น แต่เซนก็ยืนยันว่าการพูดแบบนี้เป็นการพูดที่มีแต่ความจริง การไม่ยอมรับรู้ในตรรกะโดยสิ้นเชิงนี้แสดงให้เห็นว่า เซนไม่พึงใจเป็นเครื่องใช้ความคิดเพื่อเข้าถึงสัจจธรรม แต่มุ่งหมายจะใช้ฌาน ซึ่งเซนถือว่าไม่เกี่ยวข้องกับใจหรือการใช้ความคิดแต่อย่างไรทั้งสิ้น เพราะฌานเป็นทางรู้อีกทางหนึ่งนอกเหนือไปจากใจ และฌานนั้นไม่ต้องอาศัยตรรกะหรือเหตุผลอย่างธรรมดาสามัญ …วิธีนี้ผมเองขอสารภาพว่าใช้บ่อย ยิ่งตอนจิตว่าง(แบบงงงัก) ส่วนศิษย์ที่ฟังแล้วได้ซาโตริหรือไม่ ..ไม่ทราบ แต่ผมเองเคยฟังอาจารย์ที่พูดขัดกันมามาก หรือฟังแกพูดเหมือนคนพูดลิ้นไก่สั้นก็เคย ก็ยังได้ความรู้ ยังรัก และยังเคารพอะไรที่แกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลที่ทำให้ผมเป็นเช่นขณะนี้ ศิษย์มีจิตใจเป็นอย่างนี้แล้วไม่ได้ซาโตริสักวันละก้อ ก็ไม่รู้จะโม้อะไรอีกได้แล้วครับ และขณะนี้ก็ใช้วิธีเซนข้อนี้กับการเขียนลอกบทความนี้ ไม่ทราบใครอ่านแล้วด่าหรือฉีกทิ้งหรือไม่? ก็ไม่ทราบ และก็ไม่อยากจะทราบด้วย ..เพราะมันเรื่องของคนอื่น ตัวผมไม่ควรเอาจิตไปคาบไว้..ครับ ..เรื่องของใครก็รู้กันเอาเอง ดังวิธีก่อนของเซนที่ลอกไว้ในข้อต้นๆแล้ว ..ข้อต่อไปคือ.. &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id453" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;๔.&lt;span style="color:#ff0000;"&gt; การยอมรับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเซนไม่ยอมรับและไม่ยอมปฏิเสธในสภาพอย่างใดทั้งสิ้น การยอมรับอะไรโดยตรงก็ไม่มีในลัทธิเซน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอาจถือว่าเซนยอมรับในความจริงบางอย่าง การยอมรับของเซนนั้นคือการไม่ปฏิเสธ แต่การไม่ปฏิเสธนั้นเองก็ได้แก่การพูดอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวกับปัญหาที่ถามเลยแม้แต่น้อย ลองฟังผู้ถามหลวงจีนเฮซานผู้เป็นอาจารย์เซนว่า.. &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id354" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;"พระพุทธเจ้าคืออะไร (มีจริงหรือไม่?)"&lt;br /&gt;ท่านตอบว่า "เราก็ตีกลองเป็น ตุมมะตุม ตุมตุม"&lt;br /&gt;โปรดสังเกตุว่าท่านไม่ปฏิเสธว่า พระพุทธเจ้าไม่มี การที่ท่านทำเสียงกลองนั้นเป็นการยอมรับพอเพียงแล้ว อีกคำถามที่ถามหลวงจีนนานยวนฮุยยุงว่า..&lt;br /&gt;"อะไรที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้า?"&lt;br /&gt;ท่านตอบว่า.."ฉันไม่เคยรู้จักพระพุทธเจ้า"&lt;br /&gt;เท่านี้ก็ยอมรับอย่างชัดเจนอย่างเหลือหลายว่าพระพุทธเจ้านั้นมีจริง เพราะถ้าไม่มีแล้วปัญหาเรื่องเคยรู้จักพระพุทธเจ้าหรือไม่เคยก็ไม่เกิดขึ้นได้ ..ที่นี้มาลองสร้างบทสนทนาแบบนี้กันบ้าง ผมขอเริ่มก่อน..เกิดขึ้นเมื่อศิษย์ส่งแบบร่างให้อาจารย์ตรวจแบบกันในห้องเรียน แล้วก็สอพลอพูดขึ้นก่อนดังนี้..&lt;br /&gt;“เป็นอย่างไรบ้างครับ อาจารย์ชอบไหม?”&lt;br /&gt;“ขี่ช้างจับตั๊กแตน” อาจารย์(แบบเซน) ตอบ&lt;br /&gt;&gt;/div&gt; &lt;div id="ms__id356" align="justify"&gt;โปรดสังเกตุ อาจารย์ไม่ได้บอกว่าชอบหรือไม่ชอบ อาจชอบเพราะทั้งช้างและตั๊กแตนเป็นสัตว์ที่มีรูปสวยงามทั้งคู่ เพราะพระเจ้าสร้างพวกมันมากับมือ ไม่สวยได้อย่างไรว่ะ! การขี่ช้างก็เพลินดี จับตั๊กแตนไปก็เพลินด้วยเพราะมันดันมาอยู่บนหัวช้างพอดี หรืออาจไม่ชอบเพราะสงสารช้างจะเหนื่อยและกลัวตั๊กแตนเจ็บ ส่วนศิษย์นั้นควรเลือกความหมายที่ทำให้ตัวเองปิติ แต่ไม่ต้องถึงสำเร็จซาโตริวันนั้น ควรรอไปวันที่จะส่งแบบต่อไปก่อน ซึ่งอาจมีคำพูดแปลกอย่างเซนนี้อีก แต่ในเหตุการณ์จริงที่ปรากฏในคณะฯนี้ คือ ศิษย์นั้นเมื่อฟังแล้วจะเกิดจิตวุ่นวายทันที เพราะอาจารย์ (ซึ่งไม่น่ารู้เซน) แสดงสีหน้าให้ศิษย์เข้าใจเอาเองว่า อาจารย์ก็ไม่เคยรู้เลยว่า ไอ้สัตว์สองตัวในคำพูดนั้น เป็นสัตว์ที่พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่กว่าอาจารย์เป็นไหนๆสร้างมันมาให้เป็นส่วนของธรรมชาติและเป็นเพื่อนมนุษย์ เแล้วยังมาหาว่าชอบทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งในทางกลับกันนั้น น่าจะถือเป็นความคิดที่ดี คือศิษย์สามารถทำน้อยแต่สวยงาม..small is beautiful….ทีนี้…ตัวอย่างของท่านละ! ลองเผยฌานเพื่อซาโตริออกมาซิครับ? &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id454" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;๕. &lt;span style="color:#ff0000;"&gt;การพูดซ้ำ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;พระอาจารย์เซนอีกองค์หนึ่งในสมัยแผ่นดินถัง ชื่อหลวงจีนตู้จูไต้ถุง ท่านตอบแบบนี้..&lt;br /&gt;เมื่อมีคนถามว่า.."อะไรคือพระพุทธ"&lt;br /&gt;ท่านตอบว่า.. "พระพุทธ"&lt;br /&gt;ถามว่า..อะไรคือพระธรรม"&lt;br /&gt;ท่านตอบว่า..."พระธรรม"&lt;br /&gt;ถามว่า..."อะไรคือต๋าว"&lt;br /&gt;ท่านตอบว่า..."ต๋าว"&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id456" align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id539" align="justify"&gt;เขาตอบกันแบบนี้ทำให้คนสำเร็จซาโตริได้ ..ขอนี้ผมไม่แน่ใจว่าถ้าเล่นสอนวิธีนี้ ศิษย์ไทยจะได้ซาโตริ หรือด่าแม่อาจารย์ในใจอยู่ ไม่ทราบได้ น่าจะลองแปลงเป็นตอบซ้ำแบบ..ฮือ…ฮือ…ฮือ..ตามจำนวนเท่าคำถามที่ศิษย์ถามปัญหาชนิดโลกแตกก็ตอบไม่ได้ หรือตอบไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย เช่น .. “ทำไมอาจารย์เก่งแฮะ?” ก็ต้องตอบว่า “ฮือ” ..ส่วนที่คิดอยู่ในใจว่า กูเก่งซิวะ! …ก็ไม่ควรตอบไปแบบธรรมดา ..นะครับ วิธีนี้จะผสมตอบซ้ำกับอุทานตามวิธีเซนข้อต่อไปดังนี้ &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id538" align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id360" align="justify"&gt;๖. &lt;span style="color:#ff0000;"&gt;อุทาน &lt;/span&gt;แลเห็นธรรมด้วยคำอุทานเพียงคำเดียว เช่น "กวาน" (ผู้เขียนไม่บอกคำแปลไว้…น่าจะเป็นคำติดอ่าง) หรือ อีกองค์ตวาดว่า "กวาด" ร้องซ้ำๆไม่ว่าศิษย์จะถามอะไร จนศิษย์แลเห็นธรรม สำเร็จซาโตริไปเอง บางทีไม่ตวาดเปล่า เอาไม้ตีเอาด้วย เช่น ผม (คือผมเองนะครับ) เคยฟังอาจารย์แสงอรุณฯ อาจารย์คณะฯเราที่ผมรักเคารพและท่านก็ตายไปแล้ว (เผอิญนึกถึงท่านพอดี) เมื่อศิษย์เซนคนหนึ่งถามอาจารย์ว่า “เวทนาคืออะไร?” ถามจบ…ปั๊บ อาจารย์เอาไม้ที่กำลังถือตีไปที่กระบาล(ด้านบนทั้งหมดของศีรษะ)ของศิษย์ ..เสียงดัง..ผั๊วะ!(เสียงสมมติครับ) แล้วถามกลับว่า “เข้าจ๋..าาย..ใจ..ไหม?” .. “เข้าใจแล้วเจ้าข้า” ศิษย์ตอบขณะยังคลำหัวที่โนอยู่ ..ผมเข้าใจว่าเกิดซาโตริทันทีทันใด ..ศิษย์คนนี้โปรดสังเกตสำเนียงเสียงตอบน่าจะเป็นผู้หญิง ซึ่งก็ควรเหมาะสมในตัวอย่างข้อนี้ เพราะเป็นการเคารพสิทธิสตรีอย่างออกหน้าออกตาทางหนึ่ง อีกทั้งอันสตรีนั้นจะมีผมมากและหนากว่าผมผู้ชาย ดังนั้นจะลดบาปการทำร้ายผู้เยาว์ของอาจารย์เซนผู้ไร้ชื่อนี้ไปได้บ้างนะ …ต้องขอโทษท่านอาจารย์แสงอรุณไว้ในที่นี้ด้วยครับ ที่ผมแปลงสิ่งที่เคยได้ยินมาจนแทบไม่เหลือสำนวนพูดเดิมของอาจารย์เลย….“แล้วค่อยเจอกันนะครับ” ....อาจารย์ครับ &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;วิธีทั้งหกที่กล่าวมานี้ ลัทธิเซนเรียกเป็นภาษาสันสกฤษว่า อุปายเกาศลฺย นอกจากนั้นก็ยังมี อุปายเกาศลฺย อีกอย่างคือ นิ่งเหงียบ ไม่พูดเลย การใช้วาจาแนะนำธรรมนั้น เซนถือว่าไม่สำคัญ เพราะลัทธิเซนถือว่ากรรมอันได้แก่ การใช้ชีวิตตามปกติของคนเรานั้น สำคัญกว่าคำพูดหรือการสั่งสอนใดๆทั้งสิ้น ใครไม่ใช้ชีวิตปกติก็แลไม่เห็นอริยสัจ เซนจึงถือว่ากายกรรมเป็นวิธีตรงที่จะทำให้แลเห็นธรรม (as Design by Doing) ส่วนวจีกรรมนั้นจำเป็นในบางกรณี แต่ไม่ทำให้แลเห็นธรรมได้ บางกรณียังทำให้เป็นอุปสรรคต่อเซนหรือฌานทีเดียว เช่นเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น เมื่อศิษย์คนหนึ่งกำลังนั่งสมาธิเอาเป็นเอาตาย อาจารย์จึงถามว่า “นั่นเธอกำลังทำอะไร?” .. “กำลังประสงค์เป็นพระพุทธเจ้าครับ” ศิษย์ตอบ ทันใดนั้น อาจารย์ก็นั่งลงจับเอาอิฐถูขัดไปที่หินตรงบริเวณนั้น ศิษย์งงแล้วถามอาจารย์ว่า.. “ท่านกำลังทำอะไร?ครับ” …“ฉันกำลังขัดแผ่นอิฐนี้ให้เป็นกระจกเงาอยู่นะซิ” ดังนี้เป็นต้น (แล้วผมจะฉายซ้ำทั้งเรื่องอีกที…โปรดอดใจรอ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีการสอน(เพื่อสอนตัวเองก็คือวิธีการออกแบบ)อีกลักษณะหนึ่ง คือการสอนที่ต่างจากการใช้เหตุผลที่เป็นหลักสำคัญในการศึกษาลัทธิอื่นหรือวิชาอื่น ในการสั่งสอนของเซนนั้น ผู้เป็นอาจารย์จะตั้งโจทย์หรือกระทู้ธรรมให้ศิษย์เอาไปแก้ได้ หรือศิษย์ตั้งคำถามให้อาจารย์ตอบข้อสงสัย ด้วยวิธีนี้อาจารย์ต้องสำเร็จซาโตริแล้ว หรือไม่ก็ต้องมีเชื้อบ้าง เพราะจะทำให้ทราบว่าศิษย์คนใดเข้าใจเซนหรือบรรลุธรรมขั้นใด ก็ด้วยการแก้กระทู้นั้นคือทั้งที่ศิษย์ตอบและถาม กระทู้นั้น ญี่ปุ่นเรียกว่า โกอัง ดังเช่นกระทู้ยอดนิยมของเซนที่เกิดจากการประกาศให้ศิษย์แต่งคาถาแสดงภูมิปัญญากัน (วิธีนี้น่าใช้ได้กับวิชา SK.D.) เพื่อแต่งตั้งสมภารใหม่แทนตน มีภิกษุผู้หนึ่งแตกฉานมากในธรรมะได้เขียนไว้หน้าอุโบสถว่า….(ดังศิษย์ทำวิชานี้ได้เอเสมอ)&lt;br /&gt;"กายนั้นเหมือนต้นโพธิ์&lt;br /&gt;วิญญาณธาตุเหมือนกระจกเงา&lt;br /&gt;จะคอยระวังรักษากระจกให้สะอาด&lt;br /&gt;อย่าให้ฝุ่นละอองจับได้"&lt;br /&gt;แล้วก็มีคนๆหนึ่งทำงานอยู่ในโรงครัวของวัด มาเขียนคาถาตอบโต้กลับไปว่า...(ดังภารโรงเห็นเข้าเลยทำที่หน้าหลังกระดาษมั่ง)&lt;br /&gt;"โพธิ์นั้นไม่เหมือนต้นไม้&lt;br /&gt;กระจกเงานั้นไม่ฉายแสงอยู่ที่ไหน&lt;br /&gt;เมื่อไม่มีอะไรเสียแต่แรกแล้ว&lt;br /&gt;ฝุ่นละอองจะมาจับได้อย่างไรเล่า"&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id457" align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id458" align="justify"&gt;ผู้เขียนคาถานี้คือท่านฮุยเน้ง คนงานตำข้าวเลี้ยงพระ ต่อมาก็ได้เป็นสมภาร เพราะสำเร็จซาโตริฉับพลัน แต่ต้องหลบออกไปจากวัดเพราะยังไม่บวชเป็นพระ (ดังที่ภารโรงไม่ได้คะแนนSK.D.ชิ้นนี้แต่กลายเป็นสถาปนิกต่อมา) ถือกันว่าเป็นสังฆปรินายกนิกายเซนองค์สุดท้ายที่รับถอดบาตรจีวรต่อมาตั้งแต่พระมหากัสสปสังฆปรินายกนิกายเซนองค์แรก ต่อมาแสดงคาถาแตกแขนงออกไปอีกมากมาย …ที่ผมเขียนเสือกท่านคึกฤทธิ์ไว้ในวงเล็บนั้นเพื่อไม่ให้ผู้อ่านเบื่อ เพราะต่อไปจะมีตัวอย่างที่ท่านยกมาอ้างอีกมากครับ&lt;br /&gt;หรือเช่นโจทย์ที่พระอาจารย์อีกองค์ถามศิษย์ว่า...&lt;br /&gt;"เธอกินข้าวเช้าหรือยัง?"&lt;br /&gt;ศิษย์ตอบว่ากินแล้ว พระอาจารย์ก็บอกว่า&lt;br /&gt;"ถ้าอย่างนั้นก็ล้างถ้วยชามเสียด้วย"&lt;br /&gt;เซนบอกว่าพูดอย่างนี้เป็นสัมมาวาจา เพราะศิษย์ได้ฟังแล้ว ก็ต้องนึกไปถึงการล้างอวิชชาทันที แล้วเลยสิ้นอวิชชาสำเร็จซาโตริไปในบัดนั้น อีกตัวอย่างพระภิกษุริวตันถามพระภิกษุโตกุซานที่มาขอศึกษาและนั่งรออยู่ที่หน้ากุฏิท่านว่า..&lt;br /&gt;"ทำไมเธอไม่เข้ามาเสียข้างใน?"&lt;br /&gt;ภิกษุโตกุซานตอบว่า.."มองไม่เห็นทาง เพราะมืดนัก"&lt;br /&gt;พระภิกษุริวตันก็จุดเทียนแล้วยื่นออกไปให้ พอภิกษุโตกุซานจะรับเทียน พระภิกษุริวตันก็ดับเทียนเสีย ภิกษุโตกุซานก็สำเร็จซาโตริในบัดนั้น ..ง่ายดี (ท่านผู้เขียนเดิมรำพึง) …อีกเรื่องระหว่างการเดินทางของพระภิกษุสองรูป หลวงจีนต๋าวเจียงขอร้องให้หลวงจีนซุงยวนช่วยชี้ทางให้ท่านแลเห็นธรรม หลวงจีนซุงยวนก็กล่าวว่า….&lt;br /&gt;"ข้าพเจ้ายินดีจะช่วยท่านทุกอย่าง แต่มีเรื่องที่ข้าพเจ้าไม่สามารถช่วยท่านได้อยู่ ๕ ประการคือ ๑. เมื่อท่านหิว ทันต้องระงับเวทนาด้วยการฉันอาหารเอาเอง ข้าพเจ้าฉันแทนท่านไม่ได้&lt;br /&gt;๒. เมื่อท่านกระหาย ท่านต้องระงับเวทนาของท่านด้วยการดื่มน้ำเอาเอง ข้าพเจ้าดื่มแทนท่านไม่ได้&lt;br /&gt;๓. เมื่อท่านปวดอุจจาระ ท่านต้องระงับเวทนาของท่านด้วยการถ่ายอุจจาระเอาเอง ข้าพเจ้าถ่ายแทนท่านไม่ได้&lt;br /&gt;๔. เมื่อท่านปวดปัสสาวะ ท่านต้องระงับเวทนาของท่านด้วยการถ่ายปัสสาวะเอาเอง ข้าพเจ้าถ่ายแทนท่านไม่ได้&lt;br /&gt;๕. ในการไปถึงที่หมายบนหนทางอันไกลนี้ ท่านต้องแบกอสุภะคือร่างกายของท่านไปเอง ข้าพเจ้าจะไปถึงแทนท่านก็ไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;หลังหลวงจีนต๋าวเจียงได้ยินดังนั้นก็สำเร็จซาโตริ และหลวงจีนซุงยวนก็เลยลาแยกทางกลับวัดไป มิได้ร่วมเดินทางเป็นเพื่อนต่อไป&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;สรุปกันชัดเจนว่า วิธีการเซน..เป็นการสะกิดให้รู้เท่านั้น (ผมเคยบอกว่าเป็นการเขย่าจิต..ทั้งที่รู้ว่ามีแต่จับยังไม่ได้) ส่วนสะกิดแล้วคนๆนั้นจะเกิดมโนทัศน์หรือซาโตรินั้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัญญาของคนนั้น …คนสะกิดไม่เกี่ยว&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id459" align="justify"&gt;การสำเร็จซาโตรินั้น เมื่อเป็นการแลเห็นอริยสัจ ก็ย่อมจะต้องเป็นการสำเร็จด้วยตนแต่ผู้เดียว ไม่มีใครช่วยได้ อาจารย์เซนเป็นผู้แนะเป็นผู้สะกิดให้แลเห็นธรรม แต่ผู้ที่เห็นธรรมนั้นต้องเห็นต้องรู้ด้วยตนเองเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id368" align="justify"&gt;ส่วนการนั่งสมาธิให้จิตสงบนั้น เซนถือว่าไร้ประโยชน์เลยทีเดียว พระอาจารย์ฮุยเน้งได้แต่งคาถาไว้ว่า..&lt;br /&gt;"เมื่อยังเป็นอยู่ก็นั่งและไม่นอน&lt;br /&gt;เมื่อตายแล้วก็นอน นั่งไม่ได้&lt;br /&gt;เป็นซากศพที่เหม็นเน่า&lt;br /&gt;แล้วจะไปทรมานมันทำไม"&lt;br /&gt;ครั้งหนึ่งมีศิษย์เซนคนหนึ่งนั่งสมาธิ (หรือไม่ยอมทำแบบส่งแบบ)อาจารย์เห็นเข้าก็ถามว่า…(เป็นบทสนทนาเต็มๆของท่านคึกฤทธิ์ )&lt;br /&gt;"ที่เธอนั่งอย่างนี้เธอประสงค์อะไร?"&lt;br /&gt;"ประสงค์จะเป็นพระพุทธเจ้า" ศิษย์ตอบ&lt;br /&gt;อาจารย์ได้ยินดังนั้นก็ฉวยเอาอิฐก้อนหนึ่งมาขัดกับหินอยู่ใกล้ๆ&lt;br /&gt;ศิษย์อดรนทนไม่ไหวก็ถามว่า..&lt;br /&gt;"ท่านอาจารย์ทำอะไร"&lt;br /&gt;อาจารย์ตอบว่า.."เรากำลังพยายามจะทำให้อิฐแผ่นนี้เป็นกระจกเงา"&lt;br /&gt;"อิฐนั้นขัดเท่าไรก็ไม่กลายเป็นกระจกไปได้" ..ศิษย์โต้&lt;br /&gt;"ถ้าอย่างงั้น เธอนั่งขัดสมาธิเท่าไรก็ไม่กลายเป็นพระพุทธเจ้าไปได้" ..อาจารย์ย้อน&lt;br /&gt;"แล้วจะให้ข้าพเจ้าทำอย่าไรเล่า" ..ศิษย์ถาม&lt;br /&gt;"มันก็เหมือนกับขับเกวียน ถ้าเกวียนไม่แล่นไป เธอจะตีเกวียนหรือตีวัว"&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id462" align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id463" align="justify"&gt;เมื่อเห็นศิษย์นั่งนิ่งอยู่อาจารย์ก็กล่าวต่อไปว่า.. "ที่เธอนั่งขัดสมาธิอย่างนี้ เธอประสงค์จะเข้าฌานหรือประสงค์ปัญญาตรัสรู้ ถ้าประสงค์ฌานแล้ว ฌานก็มิได้อยู่ที่การนั่งหรือนอน ถ้าประสงค์ปัญญา ปัญญานั้นก็ไม่มีแบบอย่างอันจำกัด พระพุทธเจ้านั้นหาที่ประทับมิได้ ใครจะกุมพระพุทธเจ้าไว้ก็ไม่ได้ หรือจะปล่อยพระองค์ไปก็ไม่ได้ ถ้าเธอหาพระพุทธเจ้าด้วยการนั่งขัดสมาธิ เธอก็ฆ่าพระพุทธเจ้า ถ้าเธอไม่ปล่อยตัวให้เป็นเสรีจาการนั่งแบบนั้น เธอจะไม่มีวันแลเห็นสัจจธรรมได้" …ผมจึงมักให้เวลาคุยนานสำหรับศิษย์ที่ไม่ทำแบบส่งแต่นั่งฟังเฉยๆ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id461" align="justify"&gt;กล่าวโดยสรุป ตามข้อเขียนของท่านคึกฤทธิ์นั้น เซนสอนให้คนใช้ชีวิตตามปกติ แต่ขณะเดียวกันการใช้ชีวิตทุกทางหรือการกระทำใดต้องเป็นไปเพื่ออริยสัจจ หรือในแง่พุทธเถรวาท ต้องใช้ชีวิตอยู่ในอริยมรรค …อริยมรรค (มรรควิธีแปดประการ) คือทางที่จะนำบุคคลไปถึงปัญญาตรัสรู้ (ญาณ ไม่ใช่ ฌาน) ..ประเด็นนี้คือต้องเป็นคนดีก่อน การออกแบบที่เกิดผลจึงจะดีและก็จะเป็นสถาปนิกต่อไปแบบดีจริงเลย..ผมเอาหัวเป็นประกันครับ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;นอกจากการตั้งโจทย์กระทู้แล้วบางครั้งศิษย์อ่านคาถาอาจารย์แล้วก็ถามข้อสงสัยตอบโต้กับอาจารย์ อนึ่งตามลัทธิเซนบอกว่าก่อนที่จะตั้งปัญหาธรรมถามอาจารย์ได้นั้น ผู้ถามจะต้องมีธาตุรู้แบบเซน หรือมีเชื้อของฌานอยู่ในตัวบ้างแล้ว มิฉะนั้นจะตั้งปัญหาถามไม่ได้ หรือไม่ก็จะไม่เข้าใจคำตอบนั้นเลย เพราะเมื่อได้รับคำตอบแบบเซนไปแล้ว ความไม่เข้าใจความสงสัยที่เกิดขึ้นนั้นเองจะเป็นเครื่องเขย่าให้ฌานหลุดออกมาจากที่ซ่อน ทำให้ผู้ถามสำเร็จซาโตริได้ ดังตัวอย่างเช่น ศิษย์ถามอาจารย์ดังนี้... &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ถาม.."ใครคือพระพุทธเจ้า"...&lt;br /&gt;ตอบ.."ป่านสามตำลึง"&lt;br /&gt;ถาม.."ขณะที่จิตว่างไม่มีความคิดสิ่งใดเลยนั้น มีอกุศลมูลเกิดขึ้นได้หรือไม่"&lt;br /&gt;ตอบ.."มีมากเท่าเขาพระสุเมรุ"&lt;br /&gt;ถาม.."มีพุทธธรรมอยู่ในสุนัขหรือไม่"&lt;br /&gt;ตอบด้วยอุทานว่า... "วู"&lt;br /&gt;ถาม.."การที่พระอาจารย์เซนองค์แรกมายังประเทศจีนนั้น ท่านมีความหมายอย่างไร"&lt;br /&gt;ตอบ.."ต้นสนที่อยู่บนลานวัด"&lt;br /&gt;ถาม.."ใครคือผู้หาอะไรเปรียบมิได้ ในบรรดาสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้"&lt;br /&gt;ตอบ.. "เมื่อท่านดื่มน้ำหมดแม่น้ำสีเจียงแล้ว เราจะตอบให้"&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;ที่อาจารย์เซนตอบกระทู้แบบนี้ให้ศิษย์ไปคิดนั้น มีวัตถุประสงค์จะเปิดแนวคิดแบบเซนขึ้นในตัวศิษย์ ทำให้เกิดธาตุรู้แบบเซนซึ่งคนธรรมดาไม่เคยมีมาก่อน (หรือเคยมีแต่ชาติปางก่อนแล้วชาตินี้ลืมไปแล้วครับ..ผมว่าเอง) กระทู้ธรรมเหล่านี้ถือว่าเป็นการแสดงออกซึ่งธาตุรู้แบบเซน เพราะเป็นถ้อยคำที่ผู้ตรัสรู้แบบเซนกล่าวไว้ หากผู้ใดได้เห็นธรรมในกระทู้เหล่านั้น ก็ถือว่าตรัสรู้เช่นเดียวกับผู้ตั้งหรือตอบกระทู้นั้น&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;โกอังจึงเป็นอาวุธที่ใช้พิฆาตและกวาดล้างจิตและอาการต่างๆของจิตให้หมดสิ้นไป เพื่อถอนรากแก้วแห่งจิต..เพื่อฆ่าจิตที่ได้แต่คิดหาประโยชน์ตนนั้นให้ตาย ...เพื่อกวาดล้างจิตซึ่งทำงานไม่หยุดมาแต่แรกเริ่มให้หมดไป ....ตราบใดที่ประตูแห่งฌานยังปิดอยู่ ก้อนอิฐหรือโกอังก็ยังมีประโยชน์ แต่เมื่อประตูเปิดแล้วก็ลืมเสียได้ ...พอสำเร็จซาโตริแล้วพระพุทธเจ้าก็คือป่านสามตำลึงจริงๆ..น่ะแหละ.&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;ที่ผมพล่ามมาข้างต้นนี้..เพื่อเสนอความคิดเรื่องวิธีการออกแบบสถาปัตยกรรม โดยนัยหนึ่งที่เน้นการศึกษาจิตวิญญาณที่มีประกาศในนิกายหนึ่งของพุทธศาสนา และว่าด้วยการกลับไปตรวจสอบญาณทรรศนะ ลงลึกไปที่จิตใต้สำนึก..subconsciousness ที่เราห่างเหินมานานหลังจากเพลิดเพลินกับความรู้โลกที่ได้มาจากจิตสำนึก..consciousness ล้วนๆ แต่มาเดี๋ยวนี้ก็ประจักษ์กันแล้วว่าไม่พอเพียงที่จะแก้ไขปัญหาโลกวิกฤติในปัจจุบันได้&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id536" align="justify"&gt;ฉะนั้น..ผนวกกับวิธีเซน ท่านก็ต้องกลับไปทบทวนแนวคิด วิธีคิดตามหลักศาสนา เช่นพุทธศาสนาเถรวาท หรือศาสนาอื่นๆของท่านด้วย ดังตัวอย่าง “วิธีคิดตามหลักพุทธธรรม” โดย ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎกฯ (ประยุทธ์ ปยุตโต) ซึ่งตั้งอยู่บนมูลฐานที่ว่า..&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id535" align="justify"&gt;การดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง = การคิด+การปฏิบัติที่ถูกต้องที่เป็นธรรม&lt;br /&gt;การรู้จักคิด = คิดเป็น มีวิธีคิดหลายอย่าง ฝึกฝนและพัฒนาเสมอ&lt;br /&gt;หรือในภาษาธรรมคือ โยนิโสมนสิการ ซึ่งต้องอาศัย แหล่งที่มาของการศึกษา และ กระบวนการของการศึกษา ดังแผนภูมิ (เพื่อให้ดูเป็นวิชาการ) ต่อไปนี้…แล้วจะจบกันเลยครับ &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id549" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;*ยันต์เพื่อการออกแบบสถาปัตยกรรม…ไม่ใช่เพื่อกันผีหรือปีศาจ*&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id548" align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SqdT8Nk3l_I/AAAAAAAABrc/xD9bBN_F9HE/s1600-h/ra8.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5379360573818902514" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 277px" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SqdT8Nk3l_I/AAAAAAAABrc/xD9bBN_F9HE/s400/ra8.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div id="ms__id683" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id82" align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id685" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id686" align="justify"&gt;ดู..รายละเอียด “วิธีคิดตามหลักพุทธธรรม” และ “พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม” โดย พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตโต) ….นะครับ ..สาธุทุกท่านที่ทนอ่านกันจนจบ.&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/strong&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id681" align="justify"&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;หนังสืออ้างอิง..&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;Lawson, Bryan How Designers Think, The Architectural Press Ltd., London, 1980&lt;br /&gt;Korobkin, Barry J. Images for Design: Communucating Social Research to Architects, Cambridge, Mass., Architecture Research Office, Harvard Graduate School of Design, 1976&lt;br /&gt;ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นิกายเซน, สำนักพิมพ์ดอกหญ้า ๒๐๐๐,กรกฎาคม ๒๕๔๔&lt;br /&gt;น.พ. ประสาน ต่างใจ โลกหลัง ๒๐๑๒: สู่มิติที่ห้า, สำนักงานมูลนิธิวิถีทรรศน์, มกราคม ๒๕๔๕&lt;br /&gt;น.พ. ประสาน ต่างใจ วิทยาศาสตร์จิตวิญญาณ, สำนักงานมูลนิธิวิถีทรรศน์, มกราคม ๒๕๔๒&lt;br /&gt;น.พ. ประสาน ต่างใจ ปริศนาจักรวาล, สำนักงานมูลนิธิวิถีทรรศน์, กรกฎาคม ๒๕๔๑&lt;br /&gt;พระเทพเวที (พระธรรมปิฎก-ประยุทธ์ ปยุตโต) วิธีคิดตามหลักพุทธธรรม, สำนักพิมพ์ปัญญา, ตุลาคม ๒๕๓๓&lt;br /&gt;พระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตโต) พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, คณะศิษย์พิมพ์ถวายเนื่องในมงคลวารครบ ๖๐ ปี, ๑๒ มกราคม ๒๕๔๒&lt;br /&gt;Web site: &lt;a href="http://pioneer.chula.ac.th/~yongyudh/"&gt;http//pioneer.chula.ac.th/~yongyudh/&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1755877247562212130-1652868165777033865?l=yong-book4.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yong-book4.blogspot.com/feeds/1652868165777033865/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1755877247562212130&amp;postID=1652868165777033865' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1755877247562212130/posts/default/1652868165777033865'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1755877247562212130/posts/default/1652868165777033865'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yong-book4.blogspot.com/2009/09/blog-post_08.html' title='วิธีการออกแบบเชิงจิตวิญญาณ'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SqdT60y7oMI/AAAAAAAABrE/ecKdyL8mMOo/s72-c/ra2.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1755877247562212130.post-87677522206058965</id><published>2009-09-08T21:42:00.000-07:00</published><updated>2009-09-08T23:37:17.228-07:00</updated><title type='text'>อภิปรัชญาเกี่ยวกับความรู้ของมนุษย์</title><content type='html'>&lt;div id="ms__id173" align="justify"&gt;&lt;strong&gt;บทสรุป..เรื่อง ปัญญา&lt;br /&gt;(&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;อภิปรัชญาเกี่ยวกับความรู้ของมนุษย์&lt;/span&gt;)&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;จาก “ปัญญา” ..จุดกำเนิดและกระบวนการพัฒนาทางปัญญาของมนุษย์ชาติ โดย สมัคร บุราวาศ, ๒๕๒๐&lt;br /&gt;ปัญญา ..เป็นการสร้าง (ทางทฤษฎีของท่าน) จากสัจจธรรม ที่ได้จากปรัชญาต่างๆ เช่น..&lt;br /&gt;-ปรัชญาเถรวาทของพระพุทธเจ้า&lt;br /&gt;-สสารนิยมแบบกลไกของฮ๊อบส์&lt;br /&gt;-Empiricism ของ Locke&lt;br /&gt;-จิตนิยมของ Schelling และ Hegel&lt;br /&gt;-ปรัชญาความเปลี่ยนแปลงของ Bergson, Engels และ Darwin&lt;br /&gt;-ประวัติสากลโลกของ Spencer และ H.G. Wells กับ J. Nehru&lt;br /&gt;-หลักวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เช่น เมคานิคส์, ฟิสิกส์, เคมี, ดาราศาสตร์, ชีววิทยา, ธรณีวิทยา, และฟิสิกส์ปรมาณูแห่งสมัยปัจจุบัน&lt;br /&gt;ปัญญา ครอบคลุมวิทยาการทั้งหลายที่เป็นวิทยาศาสตร์ เช่น&lt;br /&gt;-หลักที่ว่า “สิ่งที่มี” อันเป็นรากฐานของสสาร ..สสารนิยมแบบกลไกของฮ๊อบส์ ที่ว่า …สสารเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง …&lt;br /&gt;-จากเมคานิคส์และทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์ ว่า ..ด้วยหลักของการเปลี่ยนแปลงของสสาร&lt;br /&gt;-จากพุทธศาสนา และ Bergson, Schelling และ Hegel ..ว่าด้วย สรรพสิ่งเกี่ยวข้องกันหมด มันมีการเปลี่ยนแปลงในทำนองปริมาณให้กำเนิดคุณภาพ และพัฒนาการของสสาร เกิดจากการประนอมเนื้อของความขัดแย้งและภายในเนื้อของมัน&lt;br /&gt;-ดาร์วินให้หลักวิวัฒนาการที่ว่า ..สรรพสิ่งจะวิวัฒน์จากสิ่งต่ำไปหาสิ่งที่สูงกว่า&lt;br /&gt;-พระพุทธเจ้าทรงสอนหลักอนัตตาที่ว่า.. ไม่มีตัวตนใดเป็นเอก-โดดเดี่ยวโดยตัวเอง และจะเปลี่ยนแปลงโดยผ่านการเกิด-เจริญ-เสื่อม และดับสูญเป็นวงเวียนสังสารวัฏ&lt;br /&gt;-Locke สอนหลักภววิทยา(Ontology)เรื่อง …ความรู้ได้มาทางผัสสะ&lt;br /&gt;-หลักเบญจขันธ์ของพุทธศาสนาได้ให้ความสว่างในเรื่องความคิดมนุษย์&lt;br /&gt;-Diderot ให้หลักการเปลี่ยนแปลงของความนึกคิดมนุษย์ และคำสอนเรื่องกำเนิดของจิตจากสสาร&lt;br /&gt;-Spencer ให้หลักการวิวัฒน์จากสิ่งง่ายและดั้งเดิมไปสู่สิ่งที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นเป็นลำดับ&lt;br /&gt;-H.G. Wells เขียนเรื่อง Out-line of History ได้ให้ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของมนุษย์โบราณ สำหรับการเขียนวิวัฒนาการของจิตและภววิสัยส่วนประวัติศาสตร์&lt;br /&gt;วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Natural Science) ศึกษาสรรพสิ่ง มีฐานเป็นสสาร และศึกษาวิวัฒนาการของสสาร แต่วิทยาศาสตร์สังคม (Human Science) ศึกษาความสัมพันธ์และพัฒนาการกับวิวัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์โดยเฉพาะ วิทยาศาสตร์ใหญ่สองสาขานี้ รวมเป็นปัญญาแห่งมนุษย์ชาติ (The Human Intellect)&lt;br /&gt;วิทยาศาสตร์สังคม ไม่ได้หมายเพียงสังคมวิทยา (Sociology) เท่านั้น หากหมายรวมถึง มนุษย์วิทยา (Anthropology) ชาติวงศ์วิทยา (Ethnology) ภูมิศาสตร์ (Geolography) ประวัติศาสตร์ (History) ศาสนวิทยา ) (Theology) ปรัชญา (Philosophy) การเมือง เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ วรรณคดีและศิลปะ …ไอน์สไตน์กล่าวว่า วิธีแก้โลกให้ได้ดี มีสันติสุข อย่างที่ทุกคนปรารถนาพึงมีได้จากวิทยาศาสตร์สังคม&lt;br /&gt;ปัญญา.. คือ หลักวิทยาศาสตร์ที่กว้างขวางที่สุด หมายรวมความรู้ทั้งวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และวิทยาศาสตร์สังคม ..คือ ความรอบรู้ในสรรพสิ่งทั้งหลายและปรากฏการณ์ของมัน&lt;br /&gt;ผลของปัญญา …คือ ปรีชาญาณ (Wisdom) ..ความรอบรู้.. แต่ในการประกอบการงานนั้น เป็นปัญญาแคบๆ ไม่อาจทำให้เข้าใจโลกได้ดี ไม่ช่วยอบรมจิตใจให้เข้าใจโลกอย่างถี่ถ้วน ส่วนให้เรารู้เพียงสิ่งแคบๆจำนวนมากเท่านั้น&lt;br /&gt;ปัญญา ….ชักนำให้เราศึกษาหาความจริงเป็นประการแรกว่า ความรู้คืออะไร ความรู้เกิดขึ้นอย่างไร ความรู้ผิดถูกอย่างไร นี้เราเรียกว่าปัญญาส่วนญาณวิทยา (Epistemology)&lt;br /&gt;ปัญญา หรือความรอบรู้ชักนำให้เราตอบปัญหาปรัชญาที่สำคัญๆ ว่าด้วยความมีอยู่ของสรรพสิ่ง (Ontology) ..เรียกว่าเป็นภววิทยาก็ได้ ปัญหาเช่นความมีอยู่เป็นอย่างไร สรรพสิ่งและปรากฏการณ์มีอยู่อย่างไร-เพียงไร? สิ่งที่ไม่มีเป็นอย่างไร? ความเท็จเป็นอย่างไร? สิ่งใดมีอยู่-สิ่งใดไม่มีอยู่-รู้ได้อย่างไร? มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทพเจ้าหรือไม่?&lt;br /&gt;ถัดจากภววิทยาก็คือ.. คุณวิทยา (Axiology) หรือวิทยาอักซิโอ ว่าด้วยคุณค่าของสรรพสิ่ง แบ่งออกเป็นสองประเภทคือ ความงาม (Beauty) กับศีลธรรม (Morality) ปรัชญาโบราณเกี่ยวกับความงามเรียกว่า สุนทรียศาสตร์ (Aesthetics) และว่าด้วยศีลธรรมเรียกว่า จริยศาสตร์ (Ethics) …เพราะความงามและศีลธรรม เป็นมติมนุษย์ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลสมัย ไม่ใช่สิ่งคงที่หรือมีมาแล้วแต่เดิม จึงไม่เรียกว่า ความจริงสมบูรณ์&lt;br /&gt;ปัญญา เป็นภววิทยาใหม่ ซึ่งกล่าวถึงสิ่งที่เคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลง กล่าวถึงได้เพียงส่วนประวัติศาสตร์ ..วิวัฒนาการของการรับรู้และความรู้-วิวัฒนาการของปัญญาแทน เมื่อทราบแนวโน้มของความนึกคิดในขณะนั้นแล้ว ..ก็จะให้ทฤษฎีเกี่ยวกับธรรมชาติของความนึกคิดในอนาคตด้วย เท่ากับให้ทฤษฎีทางสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์อันถูกต้องที่มนุษย์จะยอมรับในอนาคตนั้นจะเป็นอย่างไรนั่นเอง&lt;br /&gt;ปัญญา ..คือ ปรัชญาวิทยาศาสตร์&lt;br /&gt;ปรัชญาแตกต่างจากวิทยาศาสตร์ คือ..&lt;br /&gt;วิทยาศาสตร์จำเป็นต้องหาข้อเท็จจริง ปรัชญาไม่จำเป็นต้องค้นหาข้อเท็จจริง หากแต่ยอมรับข้อเท็จจริงที่วิทยาศาสตร์หาไว้แล้ว เพื่อไปก่อรูปความคิด …วิทยาศาสตร์มุ่งหาความรู้ที่แคบๆ แต่ปรัชญามุ่งหาหลักที่กว้างที่ครอบงำความรู้แคบๆทั้งปวง …วิทยาศาสตร์ตั้งทฤษฎีแล้วพยายามทดสอบว่าเป็นจริง แต่ปรัชญาตั้งทฤษฎีแล้วไม่สนใจอะไรกับการทดสอบ หากแต่ระวังทางเหตุผลให้ปรัชญาทั้งระบบมีคำสอนเข้ากันได้ดีทางตรรกวิทยาเท่านั้น&lt;br /&gt;วิทยาศาสตร์เข้าถึงสัจจธรรมได้ใกล้กว่าปรัชญา เพราะทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ผ่านการตรวจสอบความเป็นจริงจากการทดลอง ..ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้แต่เพิ่มพูนหาได้มีการเปลี่ยนแปลงเช่นปรัชญาไม่ ยกเว้นในกรณีฉกรรจ์การเปลี่ยนแปลงทางทฤษฎีเท่านั้น ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์จึงเป็นปรัชญาวิทยาศาสตร์นั่นเอง เปลี่ยนไปตามกาลสมัย&lt;br /&gt;ปัญญา เป็นทฤษฎีอย่างกว้างที่สุด เชื่อมโยงข้อเท็จจริงของวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและวิทยาศาสตร์สังคมเข้าด้วยกันทั้งหมด&lt;br /&gt;ญาณ ..แปลว่า ความรู้ ปัญหาของญาณวิทยา (Epistemology) คือศึกษาว่า ความรู้มนุษย์มาจากไหน ธรรมชาติเป็นอย่างไร ผิดถูกอย่างไร เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร&lt;br /&gt;ความรู้ได้จากจากการสัมผัส (เฉยๆ) +ความนึกคิด+สังเกตพิจารณา ความคิดเป็นเครื่องมือสร้างปัญญาทางผัสสะ ไม่ใช่ต้นกำเนิด เราไม่ได้รู้ด้วยการคิด ……..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ประเภทการรับรู้&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ..คือ (ตามแผนผัง ..ที่ ๑)&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/Sqc0vSgj5aI/AAAAAAAABps/v1dgJ62zUzo/s1600-h/wisdom1.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id127"&gt;&lt;div id="ms__id70"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/Sqc230S-vfI/AAAAAAAABqU/2NAnSBwp5QQ/s1600-h/wisdom1.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5379328612476304882" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 395px; CURSOR: hand; HEIGHT: 400px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/Sqc230S-vfI/AAAAAAAABqU/2NAnSBwp5QQ/s400/wisdom1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div id="ms__id83"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div id="ms__id82"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div id="ms__id79"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;การคืบไปของความรู้&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ….คือ (ตามแผนผัง ..ที่๒) &lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/Sqc24eSmWkI/AAAAAAAABqc/Uyp24mvI1yQ/s1600-h/wisdom2.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5379328623748995650" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 239px" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/Sqc24eSmWkI/AAAAAAAABqc/Uyp24mvI1yQ/s400/wisdom2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div id="ms__id128"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div id="ms__id91"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;การนึกคิดประเภทเพทนาการ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; (เสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้นตามอารมณ์) ..คือ (ตามแผนผัง ..ที่ ๓)&lt;br /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/Sqc24jQkHpI/AAAAAAAABqk/Wyp35XLs0wY/s1600-h/wisdom3.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5379328625082637970" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 297px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/Sqc24jQkHpI/AAAAAAAABqk/Wyp35XLs0wY/s400/wisdom3.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div id="ms__id89"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div id="ms__id88"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div id="ms__id90"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div id="ms__id92"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div id="ms__id95"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ความรู้ได้จากการคิดและจินตนาการ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ….คือ (ตามแผนผัง ..ที่ ๔)&lt;br /&gt;(จินตนาการ เป็นการรวมมโนภาพเอามาประติดประต่อให้เป็นเรื่องราว)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div id="ms__id97"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/Sqc25DEFivI/AAAAAAAABqs/s4xzcQ9jh-w/s1600-h/wisdom4.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5379328633620237042" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 363px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/Sqc25DEFivI/AAAAAAAABqs/s4xzcQ9jh-w/s400/wisdom4.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div id="ms__id98"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div id="ms__id99"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div id="ms__id101"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;การสังเกตพิจารณา&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; (Observation with Discrimination) …คือ (ตามแผนผัง ..ที่ ๕)&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/Sqc25QAKyuI/AAAAAAAABq0/gqHj-JgnrZ0/s1600-h/wisdom5.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5379328637093464802" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 143px" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/Sqc25QAKyuI/AAAAAAAABq0/gqHj-JgnrZ0/s400/wisdom5.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div id="ms__id103"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div id="ms__id182" align="justify"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id209" align="justify"&gt;&lt;strong&gt;ทฤษฎี “ปัญญา”&lt;/strong&gt; ..มีเรื่องเกี่ยวข้องกันดังนี้&lt;br /&gt;-ยอมรับสามัญสำนึกคือปรัชญาของของสามัญชน (Popular Philosophy) ในหลักญาณวิทยาที่ว่า.. สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น และ สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ&lt;br /&gt;-สิ่งที่มี คือสิ่งซึ่งเมื่อกระทบกับร่างกายเราแล้ว จะก่อให้เกิดกายสัมผัสขึ้น มันคือสิ่งที่มีเนื้อที่มีมวลมีน้ำหนักเป็นสสารนั่นเอง&lt;br /&gt;-มนุษย์สร้างคำๆหนึ่งขึ้นแทนสิ่งมี หรือปรากฏการณ์ที่มี.. คำนามแทนสิ่งที่มีอย่างใดอย่างหนึ่ง.. คำกริยาแทนการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงของมัน.. คำคุณศัพท์และคำวิเศษณ์แทนอาการอยู่นิ่งและถาวรไม่เปลี่ยนแปลง เห็นคุณภาพและปริมาณ.. คำสันธานแทนความเกี่ยวข้องระหว่างสรรพสิ่งหรือปรากฏการณ์.. การมีคำพูดเป็นประโยคสามส่วน คือมีประธาน, กริยา, กรรม แสดงเห็นการกระทำของเหตุต่อผล&lt;br /&gt;-สรุปปรัชญาสามัญชน (Popular Philosophy) ที่เกี่ยวกับภาษาหรือไวยากรณ์.. มีดังนี้&lt;br /&gt;สิ่ง.. ซึ่งเป็นรากฐานของการมีอยู่คือ สสารอันรู้ด้วยกายสัมผัสและสัมผัสอื่นๆ&lt;br /&gt;สสารแสดงการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลง และอยู่นิ่งถาวรตามหลักเม็คคานิคส์ของนิวตัน&lt;br /&gt;สสารแสดงคุณภาพและปริมาณ และการเคลื่อนไหวก็แสดงปริมาณและคุณภาพให้เราเห็น ส่วนการเปลี่ยนแปลงนั้นอยู่คุณภาพและปริมาณการเคลื่อนไหวของมัน บางครั้งเราพบการเปลี่ยนแปลงปริมาณของสสารแลัคุณภาพของการเคลื่อนไหวด้วย&lt;br /&gt;มีความเกี่ยวพันระหว่างสสารด้วยกันเอง ระหว่างสสารและปรากฏการณ์ และระหว่างปรากฏการณ์ด้วยกันเอง และมีการเกี่ยวข้องระหว่างเหตุกับผล&lt;br /&gt;นอกจากสสาร ยังมีสิ่งมีอีกอย่างหนึ่งคือ จิต วิทยาศาสตร์ถือว่าจิตเป็นสิ่งมีเมื่อมีร่างกาย จิตคนตายวิทยาศาสตร์ถือว่าไม่มี จิตวิทยาจึงเป็นวิชาว่าด้วยคนเป็นไม่กล่าวถึงคนตายเลย&lt;br /&gt;ปัญญา… ก้าวหน้าจากปรัชญาสามัญชนเพราะทฤษฎีสัมพัทธ์ของไอน์สไตน์ ..สร้างขึ้นจากหลักวิทยาศาสตร์หลังทฤษฎีสัมพัทธ์ของไอน์สไตน์ ..มีความก้าวหน้าดังนี้&lt;br /&gt;-สสารและปรากฏการณ์ (การเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงของมัน) เป็นเรื่องเดียวกัน ..สสารซึ่งเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงเป็นรากฐานแห่งความมีอยู่ทั้งปวง&lt;br /&gt;-คุณภาพและปริมาณเป็นการแสดงตัวอย่างหนึ่งของสสาร กล่าวคือ สสารที่ไร้คุณภาพและปริมาณไม่มี หรือการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงโดยปราศจากคุณภาพและปริมาณก็ย่อมไม่มีด้วย กล่าวโดยรวมคือ ..สสารซึ่งแสดงคุณภาพและปริมาณ และซึ่งมีการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลง เป็นรากฐานของความมีอยู่ทั้งปวง&lt;br /&gt;-สสารและปรากฏการณ์นอกจากเกี่ยวข้องกันแล้ว ยังยึดโยงเข้าเป็นหนึ่ง คือเอกภพหรือสากลโลก ฉะนั้น สากลโลกจึงเป็นหนึ่งเดียวและเปลี่ยนแปลงไปตามสสารอันเป็นเนื้อในของมัน&lt;br /&gt;-นอกจากสสารหนึ่งเป็นเหตุของอีกสสารแล้ว ..การเปลี่ยนแปลงปริมาณเรื่อยๆของสสารหนึ่ง จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพแบบก้าวกระโดดขึ้นในสสารนั้นเอง การเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นในสสารก้อนที่สองบางฐานเป็นผล ..ปริมาณจะค่อยๆเพิ่มขึ้นหรือลดลงที่ละน้อยๆ แต่คุณภาพจะคงเดิมอยู่ จนปริมาณขึ้นถึงจุดเปลี่ยนฉับพลันหรือจุดก้าวกระโดด คุณภาพใหม่จึงเกิดขึ้นจากคุณภาพเก่าโดยทันที คุณภาพจะไม่เปลี่ยนแปลงที่ละน้อยอย่างปริมาณเลย และคุณภาพใหม่นี้ก็จะมีอัตราการการเพิ่มลดปริมาณเสียใหม่ด้วย&lt;br /&gt;-สรรพสิ่งพัฒนาไปเพราะเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างมันกับสิ่งภายนอก&lt;br /&gt;-จิต เป็นปรากฏการณ์ในสมอง อันเป็นที่สุดของวิวัฒนาการของโปรตีนซึ่งเป็นสสาร ถ้าไม่มีสสารในแบบรูปมันสมองก็จะไม่เกิดปรากฏการณ์ที่เราเรียกว่าจิต ..ไม่ตั้งเจตจำนงได้อย่างอิสระ ..การรับรู้เกิดจากการกระทบของสิ่งนอกกายกับอวัยวะผัสสะ แล้วจึงเกิดมโนภาพสะท้อนขึ้นในสมอง มโนภาพไม่ได้เกิดจากความว่างเปล่า ความคิด..คือ การนึกถึงมโนภาพเก่าๆแต่เดิม แล้วเอามารวมปรุงแต่งจนเกิดมโนภาพรวมอย่างใหม่ ..มีโลกภายนอกเป็นต้นเหตุและกำหนดเจตจำนงอยู่ เจตจำนง (Will) เป็นเหตุให้เกิดการกระทำกรรม ..สั่งการให้ร่างกายเคลื่อนไหวเพื่อกระทำสิ่งที่ปรารถนา ไม่ใช่ต้นเหตุใหญ่ของการกระทำ โลกภายนอกคือต้นเหตุใหญ่ที่ก่อเจตจำนงขึ้นนั้นเอง&lt;br /&gt;-จิต มีอำนาจในการสร้างสรรค์มโนภาพรวมอย่างใหม่ขึ้นมาจากมโนภาพเดิมได้ แต่ไม่ได้สร้างมโนภาพขึ้นมาจากความว่างเปล่าของจิต&lt;br /&gt;-สสารเป็นเหตุการบังเกิดของจิตและเป็นเหตุแห่งพฤติกรรมทางจิต ไม่มีร่างกาย ไม่มีสมอง ก็จะไม่มีจิต ไม่มีโลกภายนอกสำหรับก่อให้เกิดมโนภาพ ก็จะไม่มีพฤติกรรมของจิต&lt;br /&gt;-ปัญญาเป็นสสารนิยมและเอกนิยม (Monism) โดยสิ้นเชิง ไม่ใช่ปรัชญาสามัญชนซึ่งเป็นสสารนิยมและจิตนิยม อันมีแนวไปในทางทวินิยม (Dualism) คงความขัดแย้งขึ้นเองเป็นการภายใน&lt;br /&gt;ความรู้ที่ได้จากการคิด&lt;br /&gt;-เราได้ความรู้จากการรับรู้ทางผัสสะก่อน สะสมเป็นมโนภาพเก็บไว้ในความทรงจำ แล้วจึงได้ความรู้จากการคิด นึกจากมโนภาพ(ที่มีสิ่งภายนอกเป็นต้นเหตุ)นั้นต่อไป&lt;br /&gt;-ระหว่างที่นึกถึงมโนภาพนั้น จิตจะทำหน้าที่พิจารณาราวกับว่ามันสัมผัสมโนภาพนี้โดยตรง ..ทางพุทธศาสนาถือเป็นสัมผัสที่หกคือสัมผัสโดยใจ ความรู้ที่เกิดเรียกว่ามโนวิญญาณ ..ทางจิตวิทยาถือเป็นจินตนาการธรรมดา&lt;br /&gt;-การนึกมโนภาพขึ้นมาใคร่ครวญ คือปรากฏการของจิต (พฤติกรรมของจิต ..เจตสิก ..Soul) หมายถึง การคิด (จินต์ มีความหมายว่า คิด ) เช่นเดียวกับจินตนาการ แปลว่าอาการที่คิด&lt;br /&gt;-จิต แปลว่า คิดอย่างง่ายๆ วิญญาณ แปลว่าการรับรู้หรือการรู้ผัสสะ มโนภาพ ในทางพุทธศาสนาหมายถึงธรรมชาติอย่างหนึ่งที่รู้สึกและรู้คิด&lt;br /&gt;-ขณะที่ใคร่ครวญมโนภาพ ถ้าชัง ก็จะทิ้งไปแล้วเปลี่ยนหรือเลือกมโนภาพใหม่ แต่..ถ้าชอบ ก็จะยืดเยื้อช้านาน เกิดอารมณ์ชวนปรารถนาหรือตัณหาขึ้น ชวนให้นึกถึงมโนภาพซ้ำๆซากๆ&lt;br /&gt;-การเสวยอารมณ์สุข, ทุกข์ วนเวียนอยู่นี้ ได้แก่อาการคิดฝัน (ฝันในเวลานอน) หรือจินตนาการ เป็นต้นเหตุของตัณหาอย่างหนึ่ง ก่อให้เกิดการกระทำกรรม ผลักดันให้ไปสัมผัสโลกจริงๆอีก แล้วรับความประทับใจ(ตรึงตรา)ทั้งชอบและชังซ้ำของเดิมคืนมาอีกครั้ง&lt;br /&gt;-การนึกมโนภาพมักเกิดหลายมโนภาพรวมกัน เกิดเป็นมโนภาพใหม่เคียงคู่เป็นเหตุเป็นผลกันก็ได้ ..นี่เป็นจินตนาการเฉพาะเรื่องที่ต้องการใคร่ครวญหรือคิด …ทำให้ได้สมมติฐาน เมื่อได้รับการทดสอบตามข้อเท็จจริงซ้ำๆก็กลายเป็นกฏหรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ได้&lt;br /&gt;-จินตนาการ จึงไม่ได้หมายรวมการนึกมโนภาพขึ้นในสมองเฉยๆ หากรวมถึงเอามโนภาพไปเกี่ยวข้องกันและกันด้วย ในสองลักษณะคือ เกี่ยวข้องฐานเป็นเหตุเป็นผลแก่กัน และเกี่ยวข้องทางเนื้อหา&lt;br /&gt;-ในแง่พุทธศาสนา โลกประกอบด้วยความมีอยู่ (Existance) ๕ ประการคือ รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, และวิญญาณ&lt;br /&gt;รูป คือ …ดิน น้ำ ลม และอากาศ (ไฟ)&lt;br /&gt;วิญญาณ คือ …การรับรู้ทางผัสสะ&lt;br /&gt;สัญญา คือ …ความทรงจำที่รวมการนึกมโนภาพไว้ด้วย&lt;br /&gt;เวทนา คือ …อารมณ์สุขทุกข์จากการพิจารณามโนภาพ&lt;br /&gt;สังขาร คือ …อำนาจการรังสรรค์ (ปรุงแต่ง) ของจิต …หรือจินตนาการ&lt;br /&gt;-ความรู้ที่เป็นเท็จ คือสิ่งที่ได้จากความคิด หรือการนึกถึงมโนภาพที่เคยรับรู้จากการสัมผัสมาก่อนแล้วเอาไปรวมกับมโนภาพที่ไม่เคยทราบความเกี่ยวข้องกันมาก่อน มาทึกทักเอาว่าเป็นเหตุเป็นผลแก่กัน&lt;br /&gt;-ในขณะเดียวกัน จินตนาการ ที่เอามโนภาพมาเกี่ยวข้องกันทางเนื้อหา คือการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ ส่วนการคิดวิเคราะห์เป็นการฉีกแยกมโนภาพออกเป็นเสี่ยงๆ การคิดสังเคราะห์ได้แก่การเอามโนภาพทั้งหมด หรือส่วนหนึ่งส่วนใดมาประกอบกันเข้าในมโนภาพใหม่ (เป็นสังขาร) เป็นผลการรังสรรค์ที่ได้รับจากทางผัสสะมาก่อน เป็นทั้งความรู้จริงและความรู้เท็จ&lt;br /&gt;-จินตนาการที่จิตรังสรรค์ขึ้นจากมโนภาพปลีกย่อยที่มีจริง แต่เมื่อนำมาประกอบกันอาจเป็นมโนภาพใหม่ที่ไม่จริงได้ เช่นรูปปั้นสฟิงซ์ พระคเณศวร์หัวช้าง และนางเงือก เป็นต้น จินตนาการสังเคราะห์ขั้นผสมผสานขั้นสูง (ไม่ใช่การประติดประต่อมโนภาพธรรมดา) เช่นในวิชาเคมี บางทีก็สร้างสารสังเคราะห์ขึ้นมาใหม่ และเมื่อผ่านการดำเนินทางกฏเกณฑ์ของวิทยาศาสตร์ ก็สามารถรังสรรค์มโนภาพที่เป็นไปได้ขึ้น&lt;br /&gt;-จินตนาการแบบเรียงมโนภาพตามกาล (เช่นงานวรรณคดี นวนิยายหรือประวัติศาสตร์) และจินตนาการแบบสังเคราะห์ บางทีเรียกว่า จินตภาพ (Image.. Idea or Conception) มีทั้งมโนภาพเดี่ยวๆ หรือมโนภาพหลายมโนภาพที่เกี่ยวข้องกัน หรือเกิดเรียงกันตามกาลเป็นเรื่องราวหรือเหตุการณ์ (Event)&lt;br /&gt;เกี่ยวกับความคิด&lt;br /&gt;-นักคิดผู้เขวออกจากสัจจธรรม มักเชี่ยวชาญในการใช้ความคิดแต่ขาดการแสวงหาข้อเท็จจริง หรือสาระวนกับปัญหาที่เปล่าประโยชน์ เปรียบเหมือนคนตาบอดซึ่งคิดว่ามีแมวดำในห้องมืด แล้วไปเที่ยวคลำหาโดยเปล่าประโยชน์นั้นเอง&lt;br /&gt;-ตรงกันข้าม ผู้ที่ยังไม่รู้อะไร เต็มไปด้วยอวิชชา สามารถรับสัจจธรรมได้ง่ายกว่าปราชญ์ ซึ่งมักหลงทางและหลอกลวงตัวเองอยู่ตลอดเวลาก็ได้&lt;br /&gt;-สัจจธรรมเผยออกมาเพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดอาจแย้งให้เป็นอื่นไปได้ ..ซอเครตีสและพระพุทธเจ้าก็ชอบสอนสานุศิษย์ด้วยวิธีอภิปรายโต้แย้ง (Dialectics) การอภิปรายโต้แย้งระหว่างอาจารย์กับศิษย์นั้นดีอยู่ แต่ระหว่างคนมีทิฐิ มีปัญญาเสมอกันแล้ว จะไม่มีการลงเอยกันได้เลย&lt;br /&gt;การคิดหรือวิธีคิด&lt;br /&gt;การคิดโดยจินตนาการ การวิเคราะห์และสังเคราะห์มโนภาพ&lt;br /&gt;การคิดแบบอภิปรายโต้แย้ง (Dialectics) ..thesis-anti thesis-synthesis&lt;br /&gt;การคิดด้วยสัญลักษณ์หรือเครื่องหมาย (Symbol &amp;amp; Sign) …เช่นการคิดทางคณิตศาสตร์&lt;br /&gt;การคิดให้เข้าหลัก (Induction ..Inductive Reasoning) ..คือถอดหลักออกจากข้อเท็จจริง ..เป็นวิธีคิดสร้างหลักหรือทฤษฎีขึ้นมาจากข้อเท็จจริงที่รับรู้มาทางผัสสะ&lt;br /&gt;และการคิดออกจากหลัก (Deduction ..Deductive Reasoning) …คือการคิดข้อเท็จจริงขึ้นจากหลัก หรือเก็งข้อเท็จจริง (Speculation) โดยคิดอนุมาน (Infer) ไปจากหลักที่ได้มา&lt;br /&gt;การคิดคืบไปจากทฤษฎี, การอนุมาน (Inference) ..การเอาผลทางทฤษฎีที่ทดสอบแล้วไปประยุกต์ใช้กับสิ่งอื่นๆที่มีคุณสมบัติเดียวกัน&lt;br /&gt;การคิดด้วยการสังเกตพิจารณา(Observation with Discrimination)&lt;br /&gt;การอุปมา (Analogy) …คนจีนนิยมใช้คำพังเพย คนอินเดียตอบปัญหาด้วยการอุปมา เช่น ในมลินท์ปัญหา ..ผัสสะเปรียบเหมือนแพะสองตัวเอาหัวชนกัน การอุปมา อาจนำไปสู่การเดาทฤษฎีหรือกฎของปรากฏการณ์ อาจมีทั้งเดาถูกและผิดก็ได้ ควรนับว่าเป็นการช่วยความคิดหรือสร้างมโนภาพใหม่วิธีหนึ่งก็ได้ เช่นการอุปมาของเหลาจื้อที่ว่า ..หนึ่งให้กำเนิดสอง สองให้กำเนิดสาม สามให้กำเนิดสรรพสิ่งทั้งปวง ..ตรงกันกับการค้นพบปฏิกริยาของนิวเคลียร์ฟิสิกส์ในปัจจุบัน ..คำพังเพยนั้นเป็นการนำสัญลักษณ์มากล่าวแทนของจริงที่มันแทนอยู่ เป็นเรื่องของศิลปะและวรรณคดีโดยเฉพาะ&lt;br /&gt;ว่าด้วยความมีอยู่ (Existence)&lt;br /&gt;-ความรู้ใดๆก็ตามย่อมเป็นความรู้ในสิ่งที่มีอยู่ สิ่งไม่มีย่อมไม่ใช่สิ่งที่ต้องการจะรู้ ..ความรู้ว่าสิ่งที่มีนั้นเป็นอย่างไร วิทยาการนี้เรียกว่า ภววิทยา (Ontology) คือ ปรัชญาที่สอนสิ่งที่มีนั้นเอง ภวะ หรือภพ แปลว่าความมีอยู่&lt;br /&gt;-สิ่งที่มี ได้แก่ สสาร สิ่งนอกกาย เป็นต้นเหตุของสัมผัส และเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง มันคือ สิ่งที่มี&lt;br /&gt;-ธรรมชาติของสสาร มีมวล, ต้องการเนื้อที่, มีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ, มีความเกี่ยวข้องและพึ่งพากันทั้งมวล, เป็นเอกภพหรือจักรวาล ทั้งหมดนี้เป็นความมีจริง&lt;br /&gt;-เพราะสสารมีการเคลื่อนไหว หรือปรากฏการณ์ที่มี, ประวัติศาสตร์จึงมี การเคลื่อนไหวย่อมมีแต่สสารเท่านั้น โดยตัวเองไม่มี การเคลื่อนไหวมีสาเหตุจากภายนอก (Mechanics)&lt;br /&gt;-สสาร มีการกินที่ในทุกทิศทาง การกินที่ปรากฏด้วยโครงครอบที่มีสสารบรรจุอยู่ เรียก อวกาศ (Space) หรือที่ว่างเปล่า (ในพระสูตรทางพุทธศาสนา) ซึ่งเคลื่อนไหวไปตามการเคลื่อนไหวของสสาร อวกาศจึงไม่ได้มีอยู่อย่างโดดเดี่ยว เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับกาล หรือเวลา อวกาศและกาลเป็นนามธรรมถอดออกจากสสารที่เคลื่อนไหว ไม่ใช่สิ่งมี คงมีแต่สสารที่เคลื่อนไหวเท่านั้น&lt;br /&gt;-ทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์ทำให้ทราบว่าสสารมีการเคลื่อนตัวของมันเอง ไม่เพียงแต่มีการกระทำจากภายนอกเท่านั้น ตรงตามหลักภววิทยาที่ถือว่าสสารวัตถุมีการเคลื่อนไหวตัวเองเป็นธรรมชาติ ดังนั้นอวกาศถูกเปลี่ยนความคิดที่ประกอบด้วยเส้นตรง เป็นเส้นโค้ง เป็นอวกาศที่โค้ง (Curve Space)&lt;br /&gt;-ด้วยสสารมีการเคลื่อนไหวภายในด้วย จึงมีความเปลี่ยนแปลงเป็นอนิจจัง การเคลื่อนไหวภายในของสสารคือการเปลี่ยนแปลง (Change) ในขณะที่เปลี่ยนจึงเป็นทั้งของตัวเองและไม่ใช่ของตัวเอง จึงมีการพัฒนา มีการขัดแย้งภายในเกิดขึ้น คือมีการเป็นอย่างเดียวกับตัวเองและแย้งกับการไม่เป็นอย่างเดียวกับตัวเอง ซึ่งจากเหตุนี้ทำให้เกิดผลเป็นอย่างอื่น …การคิดไปเป็นการอย่างเดียว (Self Identity) จึงเป็นตรรกวิทยาที่ผิด&lt;br /&gt;-เมื่อการเปลี่ยนแปลง ..จะว่าสิ่งนั้นไม่ใช่เป็นสิ่งอื่นก็ไม่เชิง เป็นการพัฒนาเชื่อมต่อกันระหว่างความมีอยู่เป็นระยะต่างของการเปลี่ยนแปลง …การเชื่อมต่อนี้คือประวัติศาสตร์ (History)&lt;br /&gt;-ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงตามพุทธ สำหรับศาสนิกชนบางคนคือ สิ่งหนึ่งเกิดขึ้น, สิ่งนั้นดับไป, สิ่งอื่นเกิดขึ้นต่อเนื่องจากสิ่งนั้น, สิ่งดังกล่าวดับไป, ฯลฯ, ฯลฯ ตามหลักปรัชญาวิทยาศาสตร์ สิ่งนั้น แย้งกับ ไม่ใช่สิ่งนั้น, คือสิ่งแวดล้อม, (ทำให้เกิด) สิ่งอื่น, ซึ่งเนื่องมาจากสิ่งนั้น เช่น เนื้อเหล็กเกิดขึ้น, เนื้อเหล็กดับไป, สนิมเหล็กเกิดขึ้น, สนิมเหล็กดับไป, ในทำนองคือ เนื้อเหล็กแย้งกับ, ไม่ใช่เนื้อเหล็ก, คืออ๊อกซิเจน (ทำให้เกิด) สนิมเหล็ก หรือเหล็กอ๊อกไซด์&lt;br /&gt;-การเปลี่ยนแปลงภายในจากการขัดแย้งอันได้แก่ ..การเป็น-ไม่เป็น ทำให้สรรพสิ่งพัฒนาไป (สิ่งหนึ่ง)เปลี่ยนแปลงไปเป็นประวัติศาสตร์ เกิด, เสื่อม, และสูญ(กลายเป็นสิ่งอื่น) เกิดขึ้นเป็นวัฏฏจักร (วงสว่าน ..เวียนคืบก้าวไปข้างหน้า) ตลอดเวลา เป็นอนิจจัง-อนัตตา (ควบคุมไม่ได้)&lt;br /&gt;-เพราะการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไม่เป็นอิสระ หรือโดดเดี่ยวจากสิ่งแวดล้อม หากมีความเกี่ยวข้องพึ่งพากัน เป็นข้อเท็จจริงที่ถือเป็นรากฐานของปรัชญา เพื่อนำความคิดของเราไปสู่สัจจธรรมปลายมือ ความเกี่ยวข้องของสสารเป็นความเกี่ยวข้องที่มีจริง&lt;br /&gt;-ฉะนั้นในการศึกษาสิ่งใดเพื่อความมีจริง ต้องศึกษามันเป็นฐานที่เกี่ยวพันกับสิ่งอื่นหรือสิ่งแวดล้อม เราไม่อาจศึกษาตัวตนแท้ของมันได้เลย เพราะมันไม่มี จะมีตัวตนก็ในความเกี่ยวพันกับสิ่งอื่นเท่านั้น&lt;br /&gt;-การมองสรรพสิ่งที่มีฐานเกี่ยวพันและพึ่งพากันทั้งหมดนี้ นำเราไปสู่การพิจารณาเรื่องเหตุผลทันที …เป็นลักษณะของเหตุผลที่โยงกันเป็นลูกโซ่ (Chain of Causation) ไม่มีการควบคุมเหตุหรือปัจจัย(เงื่อนไข)เหมือนในห้องทดลองวิทยาศาสตร์&lt;br /&gt;-เหตุและปัจจัยหลายอย่างหลายประการจะกระทำต่อผลอย่างเดียว มีลักษณะการกระทำต่อผลสองประการ คือ แบบขนาน ..หลายเหตุหลายปัจจัยกระทำต่อผลเดียวพร้อมกันในเวลาเดียวกัน และกระทำแบบอันดับ ..เหมือนปฏิกริยาลูกโซ่ในระเบิดปรมาณู หรือในหลักปฏิจจสมุปบาท ของพุทธศาสนา ที่ว่า เหตุ ก เป็นปัจจัยให้กำเนิดผล ข แล้วเหตุ ข เป็นปัจจัยให้เกิดผล ค เรื่อยไปเป็นวงจร&lt;br /&gt;-ความผิดพลาดของนักคิดส่วนมาก ไม่ทราบถึงความมีอยู่ของเหตุผลที่สืบต่อกันแบบลูกโซ่ มักคิดกันง่ายของผลอย่างหนึ่งเกิดจากเหตุที่อยู่ถัดไป&lt;br /&gt;-สรรพสิ่งและสรรพปรากฏการณ์เกี่ยวข้องและพึ่งพากันหมด ..หากเกี่ยวข้องกันในทำนองเหตุก่อให้เกิดผลแล้ว จากการสังเกต (เท่านั้น) ก เป็นเหตุของ ข ..ข ก็จะกลับเป็นเหตุของ ก ได้ เช่น ตะเกียงเป็นเหตุให้เกิดแสงสว่างที่กำแพง ในขณะเดียวกันแสงที่กำแพงส่องกลับมาทำให้ตะเกียงสว่างขึ้นได้ ..ดังนั้น สิ่งแวดล้อมในธรรมชาติกำหนดความเป็นไปของเรา ขณะเดียวกัน คนซึ่งเรียนรู้แล้วก็สามารถกำหนดความเป็นไปบางส่วนของธรรมชาติได้ …นี่คือหลักความจริงแห่งการเป็นเหตุและผลกลับกัน ทำให้เราสามารถแปลงโฉมธรรมชาติเพื่อให้ผลดีกับมนุษย์ด้วยกันได้ &lt;/div&gt;&lt;div id="ms__id180" align="justify"&gt;&lt;br /&gt;นี่.. เป็นประเด็นที่ผมเก็บมารวมกันไว้ จากงานเขียนเชิงวิทยานิพนธ์ เรื่อง “ปัญญา” โดยสมัคร บุราวาศ ในทรรศนะที่สร้างแรงบัลดาลใจสำหรับผม ..ยงยุทธ ณ นคร นะครับ&lt;br /&gt;(คัดย่อจาก…สมัคร บุราวาศ, ปัญญา..จุดกำเนิดและกระบวนพัฒนาทางปัญญาของมนุษย์ชาติ, สำนักพิมพ์ศยาม, พฤษภาคม ๒๕๒๐)&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1755877247562212130-87677522206058965?l=yong-book4.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yong-book4.blogspot.com/feeds/87677522206058965/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1755877247562212130&amp;postID=87677522206058965' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1755877247562212130/posts/default/87677522206058965'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1755877247562212130/posts/default/87677522206058965'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yong-book4.blogspot.com/2009/09/blog-post.html' title='อภิปรัชญาเกี่ยวกับความรู้ของมนุษย์'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/Sqc230S-vfI/AAAAAAAABqU/2NAnSBwp5QQ/s72-c/wisdom1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1755877247562212130.post-1899869007266615882</id><published>2009-01-05T21:43:00.000-08:00</published><updated>2009-09-08T23:07:17.929-07:00</updated><title type='text'>แนวคิดการเรียนการสอนในห้องปฏิบัติการ</title><content type='html'>&lt;div id="ms__id159"&gt;&lt;br /&gt;&lt;div id="ms__id158" align="justify"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWLwec46M1I/AAAAAAAABLo/wjUv-kiqm-A/s1600-h/image002.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5288053318428013394" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 195px; CURSOR: hand; HEIGHT: 139px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWLwec46M1I/AAAAAAAABLo/wjUv-kiqm-A/s400/image002.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ปรัชญาการเรียนรู้และการสอน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วครูคนหนึ่งก็พูดขึ้นว่า ได้โปรดกล่าวแก่เราถึงการสอน และท่านพูดว่า “ไม่มีมนุษย์ใด อาจเปิดเผยสิ่งใดแก่เธอได้ นอกจากสิ่งที่นอนซบเซาอยู่ก่อนแล้ว ในรุ่งอรุณแห่งปัญญาของเธอเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครูผู้เดินอยู่ใต้ร่มเงาโบสถ์ ในท่ามกลางสานุศิษย์ มิได้ให้ปัญญาของท่าน แต่ให้ความเชื่อมั่นและความรักแก่ศิษย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าท่านเป็นปราชญ์อย่างแท้จริงแล้ว ท่านจะไม่นำเธอก้าวล่วงเข้าสู่เคหาสนแห่งปัญญาของท่าน แต่จะนำเธอไปสู่ธรณีแห่งดวงจิตของเธอเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักดาราศาสตร์ อาจกล่าวให้เธอฟังถึงความเข้าใจของเขาต่อท้องฟ้า แต่เขาก็ไม่อาจหยิบความเข้าใจอันนั้นให้แก่เธอได้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div id="ms__id160" align="justify"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWLxWkZ1wII/AAAAAAAABLw/NJwQh8PQLAw/s1600-h/image004.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5288054282517856386" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 205px; CURSOR: hand; HEIGHT: 158px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWLxWkZ1wII/AAAAAAAABLw/NJwQh8PQLAw/s400/image004.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ปรัชญาการเรียนรู้และการสอน (ต่อ)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;นักดนตรี อาจร้องทำนองเพลงทั้งหลาย อันมีอยู่ในห้วงเวหาให้เธอฟัง แต่เขาก็ไม่อาจให้โสตอันสดับจับทำนอง หรือ สำเนียงอันร้องสะท้อนรับทำนองนั้นแก่เธอได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ชำนาญทางคณิตศาสตร์ อาจบอกเธอถึงมาตราการวัด และระบบการช่างวัดทั้ง หมดแก่เธอ แต่เขาก็ไม่อาจนำเธอก้าวเลยจากนั้น เพราะว่าการเห็นของบุคคลหนึ่ง ไม่อาจให้แก่บุคคลอื่นขอยืมได้ และดังเช่นที่เธอแต่ละคนยืนโดดเดี่ยวอยู่ในปัญญาของพระเป็นเจ้า ก็จำเป็นที่เธอแต่ละคน จะต้องยืนอยู่เฉพาะตน ในขณะเมื่อมีปัญญาหยั่งรู้ถึงพระองค์ และในปัญญาหยั่งรู้พื้นพิภพ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(จาก…คาลิล ยิบราน ปรัชญาชีวิต ถอดความโดย ระวี ภาวิไล อ้างโดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ทองจันทร์ หงศ์ลดารมภ์ ในหนังสือ คู่มืออาจารย์ ด้านการเรียนการสอน จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย)&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWLzMtb86QI/AAAAAAAABL4/HDdhtg7DVq8/s1600-h/image006.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5288056312167196930" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 138px; CURSOR: hand; HEIGHT: 138px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWLzMtb86QI/AAAAAAAABL4/HDdhtg7DVq8/s400/image006.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ปรัชญาการเรียนรู้และการสอน (ต่อ)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;พระบรมศาสดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสว่า การเรียนรู้ที่จะเกิดขึ้น ในคนใดคนหนึ่งได้ ก็เพราะมีองค์ประกอบสองอย่างรวมกัน ได้แก่&lt;br /&gt;๑ “โยนิโสมนสิการ” คือ องค์ประกอบภายในของตัวผู้เรียน เป็นส่วนที่ตัวผู้เรียนเกิดความกระหายที่จะเรียน และเกิดปัญญาไตร่ตรองหาเหตุผลใคร่ครวญ ในสิ่งที่พบเห็นมาให้ลึกซึ้ง จึงเกิด “การเรียนรู้”&lt;br /&gt;๒ “ปรโตโฆษะ” คือ องค์ประกอบภายนอกของตัวผู้เรียน ได้แก่ส่วนที่เป็นสิ่งแวดล้อมรอบกายของผู้เรียน ที่ผู้เรียนสามารถได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็น ได้จับต้อง ซึ่งเมื่อมากระทบกับผู้เรียนแล้ว ผู้เรียนใช้องค์ประกอบภายใน “โยนิโสมนสิการ” ใคร่ครวญไตร่ตรองแล้ว จึงเกิดการเรียนรู้ขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(อ้างโดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ทองจันทร์ หงศ์ลดารมภ์ ในหนังสือ คู่มืออาจารย์ ด้านการเรียนการสอน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWL1VC_7yEI/AAAAAAAABMA/wP-yVdHCzGg/s1600-h/image008.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5288058654417471554" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 56px; CURSOR: hand; HEIGHT: 120px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWL1VC_7yEI/AAAAAAAABMA/wP-yVdHCzGg/s400/image008.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;คำถาม?&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;การเรียนรู้เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล?&lt;br /&gt;การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ก็เพราะตัวผู้เรียนเอง?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หน้าที่ครู คือ จัด"สิ่งแวดล้อม" (ข้อมูลที่จะให้เรียนรู้ จัดสถานที่ อุปกรณ์ การกระตุ้นให้เกิดกำลังใจในการเรียน เช่น ให้รางวัล หรือ ลงโทษ เป็นต้น) หรือจัดสาระและประสบการณ์ที่เหมาะสมสำหรับผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนเองเท่านั้น?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำอย่างไรที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียน เรียนได้ด้วยตนเอง?&lt;br /&gt;อะไรเป็นแรงจูงใจที่ทำให้ผู้เรียนอยากเรียน?&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWL3kyJ4XcI/AAAAAAAABMI/kC0N5ghuPug/s1600-h/image010.gif"&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5288061123796950466" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 203px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWL3kyJ4XcI/AAAAAAAABMI/kC0N5ghuPug/s400/image010.gif" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;แรงจูงใจในการเรียนรู้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เชื่อกันว่า? เป็นกระบวนการ มีอยู่แล้วในทุกผู้เรียน พร้อมที่จะทวีพลัง เมื่อมีการกระตุ้นจากภายนอก เพราะแรงจูงใจมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ “ความต้องการ” ของทุกผู้เรียน (Maslow’s physiological, safety, love&amp;amp; self-belongingness, esteems, self-actualization needs)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยสมมุติฐานที่ว่า...?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครูไม่สามารถทำให้เกิดกระบวนการแรงจูงใจของผู้เรียนได้ เพราะมีอยู่แล้วในตัวผู้เรียนโดยธรรมชาติ แต่ครูจะเป็นผู้แสวงหา หรือส่งเสริม เป็นแรงกระตุ้นภายนอก เพื่อให้ผู้เรียนทวีพลังแรงจูงใจในการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น?&lt;br /&gt;การเรียนรู้ในตัวผู้เรียนไม่เกิดขึ้น เพราะกระบวนการแรงจูงใจสงบนิ่ง หรือไม่ได้รับการกระตุ้นที่เพียงพอ?&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWL5VSuxhoI/AAAAAAAABMY/csWjfkdmz4k/s1600-h/image015.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5288063056686974594" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 84px; CURSOR: hand; HEIGHT: 118px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWL5VSuxhoI/AAAAAAAABMY/csWjfkdmz4k/s400/image015.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWL4jsZstnI/AAAAAAAABMQ/0gFUYg8Klqs/s1600-h/image012.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5288062204584441458" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 85px; CURSOR: hand; HEIGHT: 121px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWL4jsZstnI/AAAAAAAABMQ/0gFUYg8Klqs/s400/image012.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;เทคนิคการกระตุ้นให้ทวีแรงจูงใจ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;จากการเสนอแนะโดยนักจิตวิทยาทางการศึกษา คือ&lt;br /&gt;๑ การให้รางวัล&lt;br /&gt;๒ การทำให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จ&lt;br /&gt;๓ การให้คำยกย่องชมเชย (และตำหนิ)&lt;br /&gt;๔ การแข่งขันและการให้ความร่วมมือ&lt;br /&gt;๕ การทำให้ผู้เรียนทราบความก้าวหน้าในการเรียนของตน&lt;br /&gt;๖ การทำให้ผู้เรียนพบประสบการณ์และความรู้ใหม่&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWL5eMEx18I/AAAAAAAABMg/pHgKYLPVFtA/s1600-h/image016.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5288063209519044546" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 163px; CURSOR: hand; HEIGHT: 135px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWL5eMEx18I/AAAAAAAABMg/pHgKYLPVFtA/s400/image016.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;องค์ประกอบของการกระตุ้นแรงจูงใจ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๑. อารมณ์ของผู้เรียนกับการเรียนรู้&lt;br /&gt;อารมณ์ที่เพิ่มการเรียนรู้ คือ อารมณ์รักหรือชอบ (affection) กรุณา (empathy) ความสุข (pleasure) ขัน (humor) และอารมณ์ที่ทำให้ เกิดความปลอดภัย (safety or security)&lt;br /&gt;อารมณ์ที่บั่นทอนการเรียนรู้ คือ กังวล (anxiety) กลัว (fear) ก้าวร้าว (agression) โกรธ (anger) สิ้นหวัง (hopeless) เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWL6xBi5ISI/AAAAAAAABMo/qnOecn_uUdg/s1600-h/image024.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5288064632621703458" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 117px; CURSOR: hand; HEIGHT: 164px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWL6xBi5ISI/AAAAAAAABMo/qnOecn_uUdg/s400/image024.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;องค์ประกอบของการกระตุ้นแรงจูงใจ (ต่อ)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๒. การจดจำและการลืม&lt;br /&gt;นักจิตวิทยาการศึกษา ยอมรับตรงกัน ๓ ประการ คือ&lt;br /&gt;๑. ผู้เรียนจะเรียนรู้ได้ดีและจดจำนาน เมื่อสิ่งที่เรียน มีความหมาย เป็นเรื่อง เป็นราว มีความต่อเนื่องกัน และเกี่ยวข้องกับ สาระสำคัญของแขนงวิชาที่ศึกษาชัดเจน&lt;br /&gt;๒. ผู้เรียนจะเรียนรู้ได้ดีและจดจำนาน เมื่อสิ่งที่เรียนรู้เกี่ยวข้อง กับประสบการณ์ ของผู้เรียน สามารถนำไปประยุกต์ใช้ ในชีวิตประจำวัน หรือ กับอาชีพในอนาคตได้ และการทดสอบความรู้ ต้องไม่อาศัยการจดจำเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;๓. ผู้เรียนจะเรียนรู้ได้ดีและจดจำนาน เมื่อมีการทบทวนสิ่งที่ได้เรียนบ่อยครั้ง โดย ให้เกิดความตระหนักในการทบทวนโดยผู้เรียนเอง เช่น การตั้งแบบทดสอบ เพื่อให้ เกิดการนำสิ่งที่เรียนรู้แล้ว ไปใช้ในการแก้ปัญหาของแบบทดสอบดังกล่าว เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ถ้าท่านให้ปลาแก่เขา เขาจะกินหมดภายในวันเดียว ถ้าท่านให้วิธีการตกปลาแก่เขา เขาจะมีปลากินตลอดชีวิต” (จากสุภาษิตจีนบทหนึ่ง) &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div id="ms__id161" align="justify"&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWL7aEBep1I/AAAAAAAABMw/UOFmxMOqEVI/s1600-h/image018.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5288065337661499218" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 201px; CURSOR: hand; HEIGHT: 249px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWL7aEBep1I/AAAAAAAABMw/UOFmxMOqEVI/s400/image018.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;การนำความรู้ไปปฏิบัติ (transfer of learning)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่เรียนรู้ หากไม่สามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพจริงได้ ความรู้นั้น ก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักจิตวิทยา (Jerome Bruner) เสนอว่า หลักการหรือแก่นแท้ของวิชาความรู้ในทุกแขนงวิชาใด กับวิธีการในการเรียนรู้ ที่ครูสอน จะต้องส่งเสริมความสามารถ ที่จะถ่ายทอดต่อไป เพื่อแก้ปัญหาชีวิต หรือ เพื่อการประกอบอาชีพจริงของผู้เรียนเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้เรียนต้องทำความเข้าใจในหลักการ และความคิดในวิชาความรู้ใดๆก็ตาม เพื่อก่อให้เกิดหนทาง ของการนำความรู้ไปใช้ปฏิบัติได้&lt;br /&gt;การเรียนรู้หรือถ่ายทอด จะต้องทำให้เกิดการนำไปประยุกต์ใช้ได้ในที่สุดนั่นเอง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWL8R75dGII/AAAAAAAABM4/RJZoRj3J_2Q/s1600-h/image020.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5288066297553033346" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 176px; CURSOR: hand; HEIGHT: 189px" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWL8R75dGII/AAAAAAAABM4/RJZoRj3J_2Q/s400/image020.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;หลักการสอน (ที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านเชื่อหรือไม่?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๑. การเรียนรู้เป็นเรื่องของผู้เรียน&lt;br /&gt;๒. การเรียนรู้จะเกิดได้ดี เมื่อเรียนจากสิ่งที่มีความหมาย (ต่อตัวผู้เรียน)&lt;br /&gt;๓. การเรียนรู้จะเกิดได้ดี เมื่อเรียนจากสิ่งที่มีเป้าหมายชัดเจนและสามารถบรรลุผลได้&lt;br /&gt;๔. การเรียนรู้จะเกิดได้ดี เมื่อเรียนควบคู่ไปกับการยอมรับข้อติชมจากผู้อื่น&lt;br /&gt;๕. การเรียนรู้จะเกิดได้ดี เมื่อผู้เรียนมีปฎิสัมพันธ์ดีต่อผู้สอนและสมาชิกอื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(อ้างโดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ทองจันทร์ หงศ์ลดารมภ์ ในหนังสือ คู่มืออาจารย์ ด้านการเรียนการสอน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWL9LyJbGtI/AAAAAAAABNA/0VcC9Cfi9Eo/s1600-h/image022.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5288067291368069842" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 147px; CURSOR: hand; HEIGHT: 132px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWL9LyJbGtI/AAAAAAAABNA/0VcC9Cfi9Eo/s400/image022.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;การสอนแบบปฏิบัติการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ ๒ ประการ คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๑. เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ทางด้านทักษะ (psychomotor domain) กล่าวคือ เพื่อเน้นให้เกิดการเรียนรู้โดย การสังเกต (ด้วยระบบ ประสาททั้งห้า) เช่น ทักษะในการวินิจฉัยโรค และทักษะที่เกิดจากการใช้อวัยวะทางกายภาพ (sensory motor) เช่น การรู้จักใช้เครื่องมือกลต่างๆ&lt;br /&gt;๒. เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ทางด้านพุทธิปัญญา (cognitive domain) และ ด้านทัศนคตินิยมและค่านิยม (affective domain) เช่น การออกแบบงานสถาปัตยกรรม โดยผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ด้านการสังเกต การรวบรวมข้อมูล เพื่อนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินคุณค่า อย่างมีเหตุผล การร่วมมือทำงานเป็นกลุ่ม ฝึกทักษะ การจัดทำแบบจำลองความคิด เพื่อนำเสนอผลสรุปการแก้ปัญหาต่างๆ ฯลฯ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWL-W0r65NI/AAAAAAAABNI/vz71PEWzprc/s1600-h/image026.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5288068580539819218" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 135px; CURSOR: hand; HEIGHT: 202px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWL-W0r65NI/AAAAAAAABNI/vz71PEWzprc/s400/image026.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;วิธีการสอนปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีลักษณะการสอน ๔ แบบ คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๑. การสอนแบบปฏิบัติการในห้องปฏิบัติการ&lt;br /&gt;๒. การสอนปฏิบัติการแบบ “โครงการ” (project)&lt;br /&gt;๓. การสอนแบบปฏิบัติการนอกสถานที่ หรือการฝึกภาคสนาม&lt;br /&gt;๔. การสอนปฏิบัติการแบบสาธิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(อ้างโดย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ เฉลิม วราวิทย์ และ รองศาสตราจารย์ สมคิด แก้วสนธิ&lt;br /&gt;ในหนังสือ คู่มืออาจารย์ ด้านการเรียนการสอน จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;หมายเหตุ... ภาควิชาสถาปัตยกรรม น่าจะเกี่ยวข้องกับ ๒ และ ๓ เป็นสำคัญ ในลักษณะ ๒ เกี่ยวกับวิชาออกแบบอาคารต่างๆ (project design) โดยตรง ในลักษณะ ๓ เกี่ยวข้องกับการสำรวจสถานที่ก่อสร้าง ในส่วนของการออกแบบอาคารนั้นๆ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWL_ZXFFuYI/AAAAAAAABNQ/Q7gqmGtAEPc/s1600-h/image027.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5288069723643558274" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 117px; CURSOR: hand; HEIGHT: 145px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWL_ZXFFuYI/AAAAAAAABNQ/Q7gqmGtAEPc/s400/image027.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;การสอนปฏิบัติการออกแบบสถาปัตยกรรม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เป็นการสอนลักษณะปฏิบัติการแบบ “โครงการ” (project design) เป็นสำคัญ&lt;br /&gt;ปัจจุบันมีการเรียนการสอนเป็นขั้นตอนดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๑. มีการสำรวจสถานที่ก่อสร้างของโครงการ รวบรวมข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;๒. ศึกษากรณีตัวอย่างเปรียบเทียบ&lt;br /&gt;๓. การวิเคราะห์ข้อกำหนดเบื้องต้นของ โครงการ การวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และจำเป็นสำหรับโครงการทั้งหมด&lt;br /&gt;๔. สังเคราะห์นำเสนอแนวความคิดตามขั้นตอนต่างๆ จากสมมุติฐานหรือแนวความคิด (concept) คร่าวๆ จนถึงขั้นรายละเอียด นำเสนอในรูปการจัดทำแบบจำลอง เพื่อการวินิจฉัยร่วมระหว่าง ผู้เรียน ผู้สอน และผู้อื่นในกลุ่ม&lt;br /&gt;๕. พัฒนาความคิด โดยใช้ข้อมูลจากผู้สอนและของผู้เรียน ที่รวบรวมไว้เบื้องต้น ใช้ในการประเมินคุณค่าในแต่ละขั้นตอนการออกแบบ เพื่อการปรับปรุงและแก้ไข&lt;br /&gt;๖. ดำเนินการขั้นตอนสุดท้าย สรุปผลการออกแบบ เป็นแบบการจำลองตามมาตรฐานวิชาชีพ พร้อมการชี้แจงขบวนการออกแบบประกอบ เพื่อเสนอต่อผู้สอน หรือ กลุ่มผู้สอนอื่น&lt;br /&gt;๗. การประเมินผลสุดท้าย ของการปฏิบัติการเรียนรู้การออกแบบ ในแต่ละโครงการ โดยผู้สอน หรือกลุ่มผู้สอน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWMB7ndwa-I/AAAAAAAABNY/knp3fK0O8SA/s1600-h/image028.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5288072511180794850" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 152px; CURSOR: hand; HEIGHT: 164px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWMB7ndwa-I/AAAAAAAABNY/knp3fK0O8SA/s400/image028.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ข้อเสนอแนะ? การเรียนรู้การปฏิบัติการออกแบบ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;๑. ควรจัด”โครงการ” เป็นเสมือน “การวิจัยขนาดย่อม” เสริมการเรียนรู้ระเบียบวิธีวิจัยที่น่าเชื่อถือเพิ่มเติม&lt;br /&gt;๒. เน้นการออกแบบที่เป็นระบบ มีระเบียบวิธี เป็นขั้นตอน ที่สามารถตรวจสอบได้ในบางกรณี เช่น การกำหนดปัญหาการออกแบบที่ชัดเจน หรือกำหนดสมมุติฐาน เป็นแนวความคิด (concepts) ที่มีข้อมูลสนับสนุน ได้มากที่สุดเท่าทีจะทำได้ รวมทั้งการเพิ่มทักษะการเก็บข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ&lt;br /&gt;๓. การเรียนรู้ ควรเน้นขบวนการออกแบบ (design process) ควบคู่กับผลผลิตการออกแบบ (design product) ในการประเมินคุณค่าการเรียนรู้การปฏิบัติการ&lt;br /&gt;๔. เพื่อขจัดการลอกเลียนแบบผู้อื่น การเรียนรู้ควรเน้น การกำหนดปัญหา (problem seeking) และการแก้ปัญหา (problem solving) เป็นสำคัญ กล่าวคือ เน้นวิธีการเรียน และการสอนการออกแบบ เป็น problem oriented methods มากกว่า solution oriented methods&lt;br /&gt;๕. การแปรสภาพปัญหาการออกแบบ เป็นรูปแบบทางสถาปัตยกรรม (architectural language) ต้องอาศัย ทักษะการสังเกต หรือการประยุกต์ใช้ ของความรู้จากวิชาประกอบ อื่น รวมทั้งการชี้แนะที่สำคัญของผู้สอนวิชาปฏิบัติการด้วย&lt;br /&gt;๖. นอกเหนือที่ผู้สอนวิจารณ์หรือติชมแล้ว จำเป็นต้องเสนอ “แนวทาง” (directions guidance) เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้เรียนเพิ่มแรงจูงใจในการเรียนรู้มากขึ้น&lt;br /&gt;๗. ควรมีการสรุปการดำเนินการการเรียนรู้ในโครงการออกแบบที่แล้วมา (learning feedback) เพื่อเข้าใจปัญหา หรืออุปสรรค ที่เกิดขึ้นในแต่ละผู้เรียน ซึ่งจะเป็นแนวทางการปรับปรุงของผู้เรียนเอง และของผู้สอนสำหรับการปรับประสบการณ์การเรียนรู้ ให้เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละบุคคลยิ่งขึ้นต่อไป&lt;br /&gt;๘. เน้นการใช้สื่อแสดงความคิดในการออกแบบ ตามทักษะที่เหมาะสมกับผู้เรียน ในแต่ละบุคคล หรือ ส่งเสริมการเพิ่มทักษะการใช้สื่อที่หลากหลายชนิดและวิธีการ&lt;br /&gt;๙. ควรจัดให้มีโครงการการออกแบบร่วมกันกับกลุ่มผู้เรียนอื่น ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรม โดยมีแผนการปฏิบัติการอย่างมีระบบของผู้สอน หรือ กลุ่มผู้สอน กำหนดล่วงหน้าไว้ชัดเจน&lt;br /&gt;๑๐. เนื่องจากการประเมินผลงานออกแบบ ไม่ใช่เรื่อง ถูก หรือ ผิด เหมือนวิชาทางสาขาคณิตศาสตร์ แต่เป็นเรื่องของความพอใจ หรือ ไม่พอใจ ฉะนั้น จึงควรจำกัดคุณค่าผลงานในระดับความถี่น้อย ดังเช่น พอใจมาก (exceptional) จัดอยู่ในเกรด A พอใจ (satisfactory) จัดอยู่ในเกรด B ต้องปรับปรุงอีก (incomplete) จัดอยู่ในเกรด C (หลังการปรับปรุงแล้ว) ไม่พอใจ (no-satisfactory) จัดอยู่ในเกรด Fเป็นต้น &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWMCL7gr3vI/AAAAAAAABNg/jKKyhap_RfA/s1600-h/image029.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5288072791439695602" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 329px; CURSOR: hand; HEIGHT: 273px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWMCL7gr3vI/AAAAAAAABNg/jKKyhap_RfA/s400/image029.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;คำถาม?&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะให้ผู้เรียนหรือกลุ่มของผู้เรียนด้วยกัน มีส่วนร่วมในการประเมินผลงานปฏิบัติการขั้นสุดท้ายของทุกผู้เรียน?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWMGIc7fslI/AAAAAAAABNo/1VBICcfV-T4/s1600-h/book4_img_3.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5288077129737548370" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 193px; CURSOR: hand; HEIGHT: 400px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWMGIc7fslI/AAAAAAAABNo/1VBICcfV-T4/s400/book4_img_3.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ข้อสรุปส่งท้าย…&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“การเรียนรู้ การสอน หรือการทำงานใด&lt;br /&gt;ต้องกระทำอย่างมีความสุข” (ท่านพุทธทาสฯ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“Learning with Joy” (Louis I. Kahn)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div id="ms__id163"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div id="ms__id162" align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1755877247562212130-1899869007266615882?l=yong-book4.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yong-book4.blogspot.com/feeds/1899869007266615882/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1755877247562212130&amp;postID=1899869007266615882' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1755877247562212130/posts/default/1899869007266615882'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1755877247562212130/posts/default/1899869007266615882'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yong-book4.blogspot.com/2009/01/blog-post.html' title='แนวคิดการเรียนการสอนในห้องปฏิบัติการ'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SWLwec46M1I/AAAAAAAABLo/wjUv-kiqm-A/s72-c/image002.gif' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1755877247562212130.post-5455713764234382813</id><published>2007-03-24T00:21:00.000-07:00</published><updated>2008-12-09T18:16:01.958-08:00</updated><title type='text'>แนวคิดการเรียนการสอนในห้องปฏิบัติการ</title><content type='html'>เอกสารประกอบการสัมมนาการเรียนการสอนวิชาปฏิบัตืการออกแบบสถาปัตยกรรม&lt;br /&gt;ณ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTSUK7OSDI/AAAAAAAAAXY/FgxwB3Qj9ok/s1600-h/semina1.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5045388726533769266" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 402px; CURSOR: hand; HEIGHT: 264px" height="362" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTSUK7OSDI/AAAAAAAAAXY/FgxwB3Qj9ok/s400/semina1.jpg" width="544" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTVHa7OSSI/AAAAAAAAAZQ/cimhMURhGjw/s1600-h/semina16.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTSUa7OSEI/AAAAAAAAAXg/iR_UTmPMIkU/s1600-h/semina2.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5045388730828736578" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTSUa7OSEI/AAAAAAAAAXg/iR_UTmPMIkU/s400/semina2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTSUa7OSFI/AAAAAAAAAXo/_5NbwHTw42k/s1600-h/semina3.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5045388730828736594" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTSUa7OSFI/AAAAAAAAAXo/_5NbwHTw42k/s400/semina3.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTSUq7OSGI/AAAAAAAAAXw/5uDGKP81LRQ/s1600-h/semina4.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5045388735123703906" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTSUq7OSGI/AAAAAAAAAXw/5uDGKP81LRQ/s400/semina4.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTSUq7OSHI/AAAAAAAAAX4/SeFkxpL1dZo/s1600-h/semina5.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5045388735123703922" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTSUq7OSHI/AAAAAAAAAX4/SeFkxpL1dZo/s400/semina5.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTTSq7OSII/AAAAAAAAAYA/UJgx7MDhdBM/s1600-h/semina6.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5045389800275593346" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTTSq7OSII/AAAAAAAAAYA/UJgx7MDhdBM/s400/semina6.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTTSq7OSJI/AAAAAAAAAYI/EWANbCdC5R8/s1600-h/semina7.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5045389800275593362" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTTSq7OSJI/AAAAAAAAAYI/EWANbCdC5R8/s400/semina7.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTTS67OSKI/AAAAAAAAAYQ/u8Qf_PtbfLo/s1600-h/semina8.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5045389804570560674" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTTS67OSKI/AAAAAAAAAYQ/u8Qf_PtbfLo/s400/semina8.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTTS67OSLI/AAAAAAAAAYY/RPrm0UTwYJQ/s1600-h/semina9.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5045389804570560690" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTTS67OSLI/AAAAAAAAAYY/RPrm0UTwYJQ/s400/semina9.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTTS67OSMI/AAAAAAAAAYg/gyLwpNVNhT8/s1600-h/semina10.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5045389804570560706" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTTS67OSMI/AAAAAAAAAYg/gyLwpNVNhT8/s400/semina10.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTUTa7OSNI/AAAAAAAAAYo/EBy9qcUsGqo/s1600-h/semina11.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5045390912672123090" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTUTa7OSNI/AAAAAAAAAYo/EBy9qcUsGqo/s400/semina11.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTUTa7OSOI/AAAAAAAAAYw/RHBTkj3BRIs/s1600-h/semina12.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5045390912672123106" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTUTa7OSOI/AAAAAAAAAYw/RHBTkj3BRIs/s400/semina12.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTUTq7OSPI/AAAAAAAAAY4/rj4qysbJrd0/s1600-h/semina13.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5045390916967090418" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTUTq7OSPI/AAAAAAAAAY4/rj4qysbJrd0/s400/semina13.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTUTq7OSQI/AAAAAAAAAZA/uLrMMvl207A/s1600-h/semina14.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5045390916967090434" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTUTq7OSQI/AAAAAAAAAZA/uLrMMvl207A/s400/semina14.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTUTq7OSRI/AAAAAAAAAZI/kVCPIghAr0k/s1600-h/semina15.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5045390916967090450" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTUTq7OSRI/AAAAAAAAAZI/kVCPIghAr0k/s400/semina15.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTVHa7OSSI/AAAAAAAAAZQ/cimhMURhGjw/s1600-h/semina16.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5045391806025320738" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTVHa7OSSI/AAAAAAAAAZQ/cimhMURhGjw/s400/semina16.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTVHq7OSTI/AAAAAAAAAZY/cBf2569Z-vo/s1600-h/semina17.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5045391810320288050" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTVHq7OSTI/AAAAAAAAAZY/cBf2569Z-vo/s400/semina17.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTVH67OSUI/AAAAAAAAAZg/Vn1ktZBqt2M/s1600-h/semina18.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5045391814615255362" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTVH67OSUI/AAAAAAAAAZg/Vn1ktZBqt2M/s400/semina18.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1755877247562212130-5455713764234382813?l=yong-book4.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yong-book4.blogspot.com/feeds/5455713764234382813/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1755877247562212130&amp;postID=5455713764234382813' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1755877247562212130/posts/default/5455713764234382813'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1755877247562212130/posts/default/5455713764234382813'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yong-book4.blogspot.com/2007/03/blog-post.html' title='แนวคิดการเรียนการสอนในห้องปฏิบัติการ'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgTSUK7OSDI/AAAAAAAAAXY/FgxwB3Qj9ok/s72-c/semina1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1755877247562212130.post-4960796947049549310</id><published>2007-03-23T05:32:00.000-07:00</published><updated>2008-12-09T18:16:02.225-08:00</updated><title type='text'>Architectural Education Innovation-2</title><content type='html'>นวัตกรรมการศึกษาสถาปัตยกรรม (ต่อ)&lt;br /&gt;ว่าด้วย..การปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงใหม่&lt;br /&gt;(Architectural Education Innovation)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgPJc67OR6I/AAAAAAAAAWQ/Cfg6tdqZM60/s1600-h/Image250.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5045097506276263842" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgPJc67OR6I/AAAAAAAAAWQ/Cfg6tdqZM60/s200/Image250.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://pioneer.chula.ac.th/~yongyudh/book2/biog2.htm"&gt;&lt;/a&gt;กรณีศึกษาที่ 1.&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ทฤษฎีและการปฏิบัติเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา.. แนะนำวิธีการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นพื้นฐาน (Problem-Based Learning) ในสองกรณีศึกษาสำหรับโรงเรียนสถาปัตยกรรม&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;เรียบเรียงจากบทความของ....&lt;br /&gt;&lt;a href="http://pioneer.chula.ac.th/~yongyudh/book2/biog1.htm"&gt;ERIK DE GRAAFF &lt;/a&gt;Delft University of Technology, The Netherlands&lt;br /&gt;&lt;a href="http://pioneer.chula.ac.th/~yongyudh/book2/biog2.htm"&gt;ROB COWDROY &lt;/a&gt;University of Newcastle, Australia&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://pioneer.chula.ac.th/~yongyudh/book2/biog2.htm"&gt;&lt;/a&gt;บทคัดย่อ&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การศึกษาด้านการช่างเผชิญกับความจำเป็นที่ต้องปรับปรุงหลักสูตร เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะการณ์ที่จะเกิดขึ้นในศตวรรษหน้า ในหลายแห่ง วิธีการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นพื้นฐาน (problem-based learning (PBL)..) ถูกพิจารณาเป็นทางเลือกที่สำคัญอันหนึ่ง บทความนี้จะย้อนรอยประสบการณ์ของการนำวิธีการเรียนรู้นี้ มาใช้ในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ทั้งที่มหาวิทยาลัย Delft ในประเทศ Netherlands และที่มหาวิทยาลัย Newcastle ในประเทศ Australia การปรับปรุงในทั้งสองกรณีศึกษานี้ เกี่ยวข้องกับทฤษฎีการศึกษาแบบบูรณาการ และทฤษฎีของการเปลี่ยนแปลงการจัดการและการบริหารแบบบูรณาการ วัตถุประสงค์ของการบูรณาการและเงื่อนไขของการบริหารจัดการแบบบูรณาการ เป็นความแตกต่างที่สำคัญและมีผลให้เกิดกระบวนการสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันด้วย จะนำไปสู่การสรุปว่าทั้งสองกรณีศึกษานี้ประสบความสำเร็จในวิธีการของ PBL ที่อาจถือได้ว่าเป็นกลยุทธ์หนึ่งของการเปลี่ยนแปลงการศึกษานี้&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://pioneer.chula.ac.th/~yongyudh/book2/biog2.htm"&gt;&lt;/a&gt;บทนำ &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;กระบวนการเปลี่ยนแปลงการศึกษาจะเริ่มต้นจุดวิกฤต เมื่อมีกลุ่มคนพอเพียง อันเป็นเหตุจูงใจให้มีการเปลี่ยนแปลง และอยู่เหนือแรงเสียดทานที่จะคงอย่างเดิมได้ เมื่อแรงจูงใจเพียงพอที่จะปรับเปลี่ยนหลักสูตร กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ยุ่งยากก็เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ ซึ่งผลที่ความคาดหวังก็ยังมองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก การย้อนกลับไปดูในอดีต ทำให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในทั้งสองกรณีที่นำมาเสนอไว้ในที่นี้ การปรับปรุงจำนวนไม่น้อย ซึ่งต้องเกิดขึ้นในกระบวนการเปลี่ยนแปลง ในบทความนี้จะทบทวนการเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีการของ PBL ที่นำไปใช้กับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ทั้งสองกรณีศึกษาเท่านั้น คือที่มหาวิทยาลัย Delft ในประเทศ Netherlands และที่มหาวิทยาลัย Newcastle ในประเทศ Australia ทั้งสองโรงเรียนมีความแตกต่างกันทั้งภูมิประเทศและขนาดของมัน ที่มหาวิทยาลัย Delft มีนักศึกษาปริญญาตรีประมาณสองพันคน แต่ที่มหาวิทยาลัย Newcastle มีจำนวนเพียงประมาณสามร้อยคนเท่านั้น บนความแตกต่างของขนาด เป็นความแตกต่างที่สำคัญต่อการเปลี่ยนแปลง และรูปแบบที่เปลี่ยน ซึ่งเกิดขึ้นและมีผลแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดในสองโรงเรียนสถาปัตยกรรมนี้ โดยปรกตินั้น การปรับปรุงจะเกี่ยวข้องกับทฤษฎีต่างๆของการเปลี่ยนแปลงการศึกษาแบบบูรณาการ และทฤษฎีของการบริหารจัดการ และการเปลี่ยนแปลงขององค์กร &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://pioneer.chula.ac.th/~yongyudh/book2/biog2.htm"&gt;&lt;/a&gt;ความเป็นมาของกรณี: Delft, Netherlands &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ในราวศตวรรษที่ 19 นิสิตในสาขาวิศวกรรมโยธา สามารถเรียนจบเป็นสถาปนิกที่สถาบันเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัย Delft ได้ (ในขณะนั้นเป็นแค่เพียงวิทยาลัยเขตเท่านั้น) ในปี 1905 ภาควิชาสถาปัตยกรรมแยกเป็นสาขาอิสระออกมาจากสาขาวิศวกรรมโยธา หลักสูตรสถาปัตยกรรมในตอนแรกยังคงเป็นมรดกตกทอดของด้านวิศวกรรมโยธาอยู่ โดยเน้นศึกษาหลักการทางทฤษฎีและวิธีการทางเทคนิค มากกว่าการสอนการออกแบบโดยตรง ในช่วงราวสิบปีต่อมา วิชาศิลปะเข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้นในหลักสูตร จนกระทั่งในราวสามสิบปี สถาบัน... "Delftse school" กลายเป็นที่รู้จักของความเปลี่ยนแปลงเรื่องสถาปัตยกรรมที่เห็นได้ชัด เช่นวิธีการสอนที่เปลี่ยนจากโรงเรียนศิลปะตามแบบฉบับของฝรั่งเศษ "Beaux Arts" ผะสมผะเสกับวิธีการสอนทางวิศวกรรมศาสตร์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ความสมดุลย์ระหว่างอิทธิพลทั้งสองในการสอนสถาปัตยกรรมแกว่งไปๆมาๆเหมือนลูกตุ้ม &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;จนสิ้นสุดในปี 1960s หลักสูตรสถาปัตยกรรมก็เปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง ด้วยการเริ่มสอนแบบโครงการ (Project Teaching) มีลักษณะที่ตอบสนองความคิดตามหลักการของสังคมประชาธิปไตย ที่มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ในขณะนั้น หลักการเหล่านี้ คือ การเรียนรู้ควรเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับบริบททางสังคม นิสิตควรมีความอิสระในการพัฒนาความคิดนี้อย่างเสรี และการสอนจะไม่เป็นการชี้นำ [1]. ด้วยวิธีการสอนแบบโครงการ ทางด้านครูสามารถแสดงออกในหลายความคิดที่ตนสนใจ เช่น รูปแบบฉบับทางสถาปัตยกรรม (architectural style) แบบประเพณีนิยม (traditionalism) แบบประโยชน์ใช้สอยนิยม (functionalism) แบบโครงสร้างนิยม (constructivism) แบบฉีกรื้อโครงสร้าง (deconstructivism) แบบสัจจนิยม (realism) และแบบหลังทันสมัยนิยม (post-modernism) เป็นต้น สามารถนำมาแทนความคิดในการออกแบบอย่างเสรีได้แทบทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม สถานะภาพที่เป็นอิสระของผู้สอนเช่นนี้ เริ่มเป็นอุปสรรคในการพัฒนาแนวทางรวม ที่จะดำเนินการและมีการปรับปรุงให้ดีได้ในต่อๆไป การโต้เถียงเริ่มมีขึ้นเรื่อยๆในเรื่องคุณภาพของการศึกษา ที่ควรมีส่วนร่วมทางวัฒนธรรม และการวางแผนทั่วไปก็ไม่ควรเอาใจใส่กับปรัชญาส่วนบุคคลมากเกินไปด้วย ในเวลานั้น ความขัดแย้งกันภายในส่งผลให้เกิดความต้องการ ที่จะวางแผนการปรับปรุงหลักสูตรขึ้น อย่างไรก็ตาม ระบบที่เป็นอยู่ก็ค่อยๆเสื่อมคุณภาพลง และหลักสูตรที่เป็นแนวทางร่วมกันเริ่มเลือนลางและหายไป บางวิชาเป็นการลอกเลียนโดยครูที่แตกต่างกัน บางสาขาวิชาโดนเพิกเฉย หรือแม้แต่ความอิสระของนิสิตในการเลือกเรียน หรือไม่มีโอกาสที่จะเลือกครูกำกับโครงการที่ตนสนใจ และผลจากการวิจารณ์ที่เกิดขึ้นภายนอก ลงเอยที่มีรายงานไปถึงกรรมการสภาการศึกษาของชาติ [2] ซึ่งสรุปว่าการศึกษาด้านเทคนิคในแต่ละสาขามีการละเลย และหลักสูตรไม่มีการเชื่อมโยงกัน มีผลเกิดบรรยากาศทางการเมืองที่เสียดทานสถานะภาพที่จะดำรงอยู่ได้ ของคณะวิชาสถาปัตยกรรมในขณะนั้น &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เพื่อความอยู่รอด ทางกรรมการประจำคณะ ได้เสนอโครงการสำคัญในการปรับปรุงหลักสูตรแบบปฏิรูป หรือเปลี่ยนแปลงใหม่ หรือบูรณาการ คณะกรรมการวิชาการถูกมอบหมายให้ออกแบบหลักสูตรใหม่ กรรมการบริหารได้รับการสนับสนุนด้านผู้เชี่ยวชาญต่างๆจากมหาวิทยาลัยรัฐ Limburg ได้เสนอการปรับปรุงหลักสูตรทั้งหมด โดยนำวิธีการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นพื้นฐาน .. Problem-Based Learning (PBL) มาใช้ ซึ่งถือเป็นหลักการที่มุ่งหมายในเรื่องการสอน [3]. สิ่งมุ่งหวังโดยทั่วไป คือ การปรับปรุงการออกโปรแกรมการสอน โดยอาศัยความรอบรู้ในการศึกษาหลายสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับทักษะการออกแบบ แล้วบูรณาการเข้ากับหลักสูตรใหม่ที่มีหลักการเรียนรู้แบบ PBL เป็นแกนกลาง แผนนี้ได้รับการโต้เถียงอย่างกว้างขวาง แต่ "บางสิ่งต้องมีดำเนินการ" ผู้บริหารของทางคณะเลยรับข้อเสนอและแผนการที่แนะนำวิธีการ PBL นี้มาใช้อย่างมีกังวล แต่ก็ได้นำไปใช้ปฏิบัติเมื่อเวลาล่วงมาหกเดือน หลังจากการนำเสนอรายงานของคณะกรรมการกลาง (PKB) ซึ่งนิสิตชุดแรกจะเริ่มเรียนกันในปีการศึกษาใหม่ในปี 1990. &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://pioneer.chula.ac.th/~yongyudh/book2/biog2.htm"&gt;&lt;/a&gt;ความเป็นมาของกรณี: Newcastle, Australia &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงแรกของปี 1960s วิชาสถาปัตยกรรมที่ Newcastle แยกออกมาจากหลักสูตรผู้ชำนาญการของวิทยาลัยเทคนิค เป็นคณะหนึ่งของมหาวิทยาลัยถูกตั้งขึ้นที่ Newcastle ในรูปแบบที่เป็นสาขาของมหาวิทยาลัย the University of New South Wales (UNSW) ในนคร Sydney คณะสถาปัตยกรรมกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิทยาลัยที่เปลี่ยนจากหลักสูตรผู้ชำนาญการเดิม เป็นวิชาชีพสถาปัตยกรรมเต็มรูปมีหลักสูตรเยี่ยงสำเนาของมหาวิทยาลัย UNSW. และผูกพันกันจนถึงปี 1970 จึงเป็นมณฑลอิสระหนึ่งของมหาวิทยาลัย มีสถานะภาพเป็นคณะวิชาสถาปัตยกรรม แม้เป็นคณะที่เล็กที่สุดในมหาวิทยาลัย และเป็นคณะวิชาที่เล็กที่สุดในประเทศออสเตรเลีย &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;แต่ก็ดำเนินการเหมือนเช่นคณะวิชาใหญ่ทั้งหลาย เช่นเดียวกับคณะวิชาสถาปัตยกรรมที่ใหญ่ในมหาวิทยาลัยใหญ่ๆทั้งหลาย บริหารโดยมืออาชีพในสถานะภาพของคณบดีดำรงหัวหน้าของคณะวิชาสถาปัตยกรรม คณะวิชาใหม่นี้ถูกยกย่องเป็นหนึ่งของโรงเรียนสถาปัตยกรรมชั้นนำ เป็นหลักสูตรศึกษาที่ใช้เวลารวม ๕ ปี ผูกติดกับปริญญาโครงสร้างของมหาวิทยาลัย UNSW ที่มีหลักการเดียวกัน กับการเน้นการวิจัยเสริมความทะเยอทะยานของคณะใหม่นี้ แม้ที่ Newcastle ไม่ใช่คณะใหญ่ แต่ก็รักษาหลักการทุกอย่างเหมือนเช่นในคณะใหญ่อื่นๆ และยังรักษาคุณภาพเชิงปฏิบัติในการบริหารของคณบดีด้วย คณบดีเป็นผู้วางหลักการของการออกแบบสถาปัตยกรรม และดูแลชั่วโมงการสอนให้พอเพียงกับหลักวิชาการออกแบบ การแข่งขันต้องการความสามารถทางการปฏิบัติ ซึ่งต้องเกิดจากผลของการสอนการออกแบบ อันถือเป็นแกนกลางสำคัญของหลักสูตรวิชาสถาปัตยกรรม และความมีประสิทธิภาพในการเป็นผู้นำของคณบดี การอุทิศเวลา และการสร้างความพึงพอใจแก่ผู้ร่วมงานและผู้เรียนทั้งหลายด้วย การเปลี่ยนแปลงหรือแต่งตั้งคณบดีคนใหม่จะถูกเสนอมาจากคณาจารณ์ที่ร่วมสอน &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม คณะย่อมค่อยๆมีความเฉื่อยชาลงเป็นลำดับ แม้ยังคงโครงสร้างปรกติไว้ได้ ด้วยการสอนวิชาการเฉพาะทาง ของผู้ชำนาญการพิเศษเท่านั้น แต่ความไม่พอใจของคณาจารณ์ ชักนำให้นักเรียนเรียนมากขึ้น เกิดทัศนะคติที่เป็นด้านลบแผ่ขยายไป สร้างความลำบากในการยอมรับ และโกรธเมื่อนักเรียนลดจำนวนในวิชาของตนลงไป ถึงตรงนี้ ทางมหาวิทยาลัยซึ่งได้รับแรงกดดันให้ลดปริมาณของคณะวิชาลง จึงตกลงที่จะปิดคณะที่เล็กๆ ให้คณะสถาปัตยกรรมกลับกลายเป็นแค่ส่วนหนึ่งของคณะวิศวกรรมศาสตร์ หากกลุ่มสถาปนิกอาชีพใน Newcastle ต่อต้านความคิดนี้อย่างมาก จึงพยายามว่านล้อมทางมหาวิทยาลัยให้เปลี่ยนแนวความคิดนี้เสียใหม่ โดยเสนอคุณค่าและความสำคัญของอาชีพในเชิงระดับภาคที่ต้องคงไว้ และขอโอกาสในการปรับปรุงคณะที่เล็กที่สุดนี้ พร้อมกับการยอมรับความผิดพลาดและการเล็งประโยชน์ที่พึงเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การอุบัติขึ้นของโรงเรียนแพทย์แนวใหม่ (เริ่มในปี 1976) ประสบความสำเร็จด้วยการเปลี่ยนแปลงใหม่ นำเอาการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นพื้นฐานในการเรียน ก่อให้เกิดบรรยากาศการ “ผ่อนคลาย” สำหรับโรงเรียนสถาปัตยกรรมที่กำลังพยายามทำในแนวทางเดียวกัน ซึ่งเหมาะในการทดลองสำหรับคณะวิชาที่เล็กๆ เพราะไม่สามารถกระทำได้ในคณะวิชาใหญ่ๆ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ซึ่งมีการแข่งขันสูงระหว่างกันของโรงเรียนสถาปัตยกรรมที่เป็นแบบจารีตนิยม ประจวบเหมาะการเปลี่ยนคณบดีใหม่ มีความสะดวกในการสร้าง “ตัวแทนการเปลี่ยนแปลง” ได้ง่ายกว่าคุณสมบัติของคณบดีเดิมที่เน้นทางการปฏิบัติวิชาชีพเป็นสำคัญ การจำกัดแนวคิดใหม่ในการเปลี่ยนแปลงการศึกษาในคณะนี้ เกิดทั้งการเห็นด้วยและโต้แย้งในระยะแรกๆ แต่ผลสรุปที่มีน้ำหนัก ก็คือการถือเอาการเปลี่ยนแปลง ที่ทางกลุ่มสถาปนิกอาชีพได้ว่านล้อมให้ทางมหาวิทยาลัยคงคณะเล็กนี้ไว้ เกณฑ์การเลือกสรรคณบดีใหม่ ให้ถือเป็นตัวแทนของการเปลี่ยนแปลงจึงต้องดำเนินการ บทบาทหนึ่งของคณบดี จึงเป็นการช่วยเหลือและนำทางการเปลี่ยนแปลง มากกว่าการเข้าไปดำเนินการเสียเอง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จึงเริ่มต้นด้วยโปรแกรมการเปลี่ยนแปลงการศึกษา จนต่อมากลายเป็นผู้นำของโรงเรียนสถาปัตยกรรมในประเทศออสเตรเลีย และเป็นที่ยอมรับของนานาชาติในความเป็นเลิศและเรื่องการเปลี่ยนแปลงใหม่ทางการศึกษานี้ &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://pioneer.chula.ac.th/~yongyudh/book2/biog2.htm"&gt;&lt;/a&gt;เกี่ยวกับการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นพื้นฐาน&lt;br /&gt;(About Problem-based learning) &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การศึกษาสถาปัตยกรรมของโลกตะวันตก กำหนดการสอนแบบปฏิบัติการ (studio teaching) ซึ่งนักการศึกษาแยกเป็นความหลากหลายกัน เช่น การสอนในแบบติวเข้ม -- tutorial based teaching การสอนแบบฝึกหัดงาน – apprentice based teaching และการสอนแบบมีที่ปรึกษา – mentor based teaching หรือที่ Donald Schon [4] รับรองการบูรณาการในคุณค่าของแนวคิดปฏิบัติการ อันถือเป็นแบบจำลองปรกติของการศึกษาวิชาชีพ อย่างไรก็ตาม อาจเป็นการแดกดันกันได้ว่า อันที่จริงการศึกษาสถาปัตยกรรมนั้น ควรมีความคิดในการเรียนรู้แบบบูรณาการกัน ในแทบทุกความสำคัญสำหรับการสอนวิชาการออกแบบ แต่ตรงข้ามการศึกษาสถาปัตยกรรมกลับมากลายเป็นลักษณะการสอนแยกจากกัน ระหว่างวิชาอิสระอื่นซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องระหว่างกันเอาเลย &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;โดยไม่คำนึงถึง การยึดมั่นในความเป็นตรงข้ามกันของแนวคิดการศึกษา ปรัชญาและความศักดิ์สิทธ์ของการศึกษาสถาปัตยกรรม คือ การบูรณาการของหลักสูตรวิชาทั้งหมดกับกระบวนการออกแบบ การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นพื้นฐาน (PBL) ให้ชื่อและใช้เป็นองค์ทฤษฎีเพื่อสร้างรูปแบบของการศึกษา ซึ่งยังคงรวมเอาคุณลักษณะที่ดีที่สุดของการสอนการออกแบบเดิมๆไว้ และยอมให้มีการประยุกต์หลักสูตรวิชาทั้งหมดไว้ในกรอบทฤษฎีอันเดียวกัน เพื่อการบูรณาการทั้งระดับของทฤษฎีและการปฏิบัติเข้าด้วยกัน [5]. การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้สถาปัตยกรรม จึงอาจเรียกได้ว่าเป็น “การเปลี่ยนแปลงใหม่ที่สำคัญยิ่ง นับตั้งแต่ความเป็นสถาบันการศึกษาทางวิชาชีพที่เคยเป็นมา” [6] แม้วิธีการที่กระทำในที่ต่างๆ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงใหม่ที่แท้จริงก็ตาม [7] อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นพื้นฐาน ถือเป็นการเปลี่ยนที่สำคัญและท้าทายต่อการเปลี่ยนแปลงใหม่สำหรับหลักสูตร และยังสามารถทำให้เกิดการกระตุ้นการเปลียนแปลงใหม่ๆในพฤติกรรมของผู้สอนและผู้เรียนด้วยในขณะเดียวกัน &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;แนวคิดการเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นพื้นฐานสำหรับหลักสูตรเต็มรูปนั้น ได้รับการปรับปรุงขึ้นในการศึกษาแพทย์ศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย McMaster ในประเทศแคนาดาระหว่างช่วงหลังของปี 1960s ถูกวิจารณ์กันว่าเป็นการล้มเลิกการปฏิบัติทางการแพทย์แบบเดิมโดยสิ้นเชิง ถือเป็นการขยายความรู้เกี่ยวกับหลักการของวิชาแพทย์ และดำเนินการปรับปรุงความชำนาญการในทางปฏิบัติไปพร้อมกัน เป็นการเสริมรายละเอียดในความรู้ที่แตกแยกและล้าสมัยของหลักสูตรเดิม การนำการเรียนรู้แบบ PBL นี้มาใช้ ก็เพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างการศึกษาและการปฏิบัติ ด้วยวิธีการของแนวคิดแบบองค์รวม บนพื้นฐานการใช้ปัญหาเป็นตัวแทนของการปฏิบัติทางการแพทย์ นี่เป็นความขัดแย้งกับการจัดแบ่งแผนกตามจารีตนิยม ระหว่างหลักการที่แตกแยกกันในหลักสูตร การแยกกันของวิชาต่างๆ ที่วางไว้บนกลุ่มความรู้พื้นฐาน และความชำนาญการของสาขาเดียวกัน &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;PBL คาดหวังในการได้ประโยชน์จากทั้งการปฏิบัติทางอาชีพและทางการศึกษารวมกัน ดังเช่นตัวอย่างมโนทัศน์ “การเรียนโดยการค้นพบ –Learning by discovery” ของ Jerome Bruner และมโนทัศน์ใช้ “นักเรียนเป็นศูนย์กลาง --Student centred learning” ของ Carl Roger [8] แทนที่เป็นการถ่ายโอนความรู้โดยครู การศึกษาแบบ PBL เน้นที่การกระตุ้นในกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน ในรูปแบบของ PBL นักเรียนต้องกำหนดเป้าหมายในการสร้างความรู้และทักษะสำหรับตนเอง ปัญหาจากการปฏิบัติแต่ละอัน เป็นจุดเริ่มต้นในการปรับปรุงสำหรับปัญหาอื่นๆ ความแตกต่างระหว่างปัญหาทางปฏิบัติ และปัญหาในการเรียนรู้แบบ PBL คือ ปัญหาของ PBL เป็นการจำลองหรือย่อส่วนจากปัญหาของความเป็นจริงในทางปฏิบัติ นั่นคือ การแก้ปัญหาทางการปฏิบัติจริงนั้นไม่ใช่ประเด็น เพราะปัญหาแต่ละอันเป็นแค่จำลองปัญหาทั่วๆไปเท่านั้น แต่ประเด็นสำหรับการเรียนรู้ปัญหาและการแก้ปัญหานั้น ถือเป็นสิ่งสำคัญในเรื่องของการศึกษา หลายปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติ เป็นความท้าทายนักปฏิบัติที่มีประสบการณ์ สำหรับนักเรียนได้แรงจูงใจจากประสบการณ์ที่ไปเกี่ยวข้องกับปัญหาในทางปฏิบัติที่เป็นจริง โดยไม่คำนึงว่าเป็นปัญหาที่จำลองหรือย่อส่วนมา นอกเหนือจากนี้ การเรียนรู้แบบ PBL ยังเป็นการเปรียบเทียบกันกับงานโครงการณ์ กรณีศึกษาต่างๆ และแนวคิดการสอนแบบปฏิบัติการ&lt;br /&gt;การเรียนรู้แบบ PBL ถือเป็นปรัชญาหนึ่งของการศึกษาในยุคหลังทันสมัย [9] ที่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะกับการศึกษาวิชาชีพ ในแง่ที่สถาบันการศึกษาหลายแห่งใช้แนวคิดนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แรกเริ่ม มีการแพร่ขยายกันในการศึกษาวิชาแพทย์ศาสตร์ ดังเช่นที่มหาวิทยาลัย Maastricht ในประเทศ Netherlands และที่ Newcastle ในประเทศ Australia และติดตามมาที่ McMaster แต่ละแห่งดังกล่าวปรับปรุงเป็นศูนย์กลางใหม่ นำเสนอการเรียนรู้แบบ PBL เป็นหลักการต่างๆของการศึกษา ปัจจุบันนี้การเรียนรู้แบบ PBL มีการนำไปใช้ทั่วโลก นับตั้งแต่จากแพทย์ศาสตร์ สถาปัตยกรรม ไปถึง นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ บริหารธุระกิจ และวิศวกรรมศาสตร์ และอื่นๆตามมา ได้มีการปรับปรุงความหลากหลาย ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดการใช้ปัญหาเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ทั้งสิ้น &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;รูปแบบเฉพาะแตกต่างกันตามการประยุกต์ใช้ในแต่ละสาขาวิชา ในบางกรณี การบรรยายในรูปแบบจารีตเดิมๆถูกยกเลิกไปโดยสิ้นเชิง ในบางกรณี การบรรยายยังคงใช้ต่อไป ควบคู่กับปัญหาในลักษณะของวิธีการที่ท้าทายผู้เรียน แม้การเรียนแบบกลุ่มไม่ใช่สาระสำคัญต่อการเรียนรู้แบบ PBL ก็ตาม แต่การกำหนดวิชาที่เรียนรู้แบบ PBL เป็นลักษณะที่ส่งเสริมกลุ่มเล็กๆในการทำงาน ซึ่งร่วมกันกำหนดเป้าหมายต่างๆในการเรียนของตนเอง การสนทนาในกลุ่มเกี่ยวกับปัญหาทางปฏิบัติ เกิดจากความรู้ที่มีมาก่อน และการเรียนรู้เชื่อมโยงกันกับความรู้ที่เป็นอยู่ นำไปสู่การปรับปรุงโครงสร้างความคิดที่เกี่ยวกับการปฏิบัติ [11] ขนาดกลุ่มต่างกันตั้งแต่ ๔-๕ คน (ต้นแบบจำลองของ McMaster)ไปจนถึงขนาดของชั้นเรียนหนึ่งๆ โดยยอมรับกันว่าสมาชิกผู้แนะนำหรือครู ควรทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ช่วยเหลือมากกว่าผู้สอนหรือผู้เชี่ยวชาญ [12]. อย่างไรก็ตาม ระดับที่ปรารถนาคือ ความมีสมรรถภาพในการช่วยเหลือ (ทั่วไปอ้างถึงบทบาทของพี่เลี้ยง) นับตั้งแต่ครูที่มีความชำนาญเฉพาะน้อย ไปจนถึงระดับครูที่มีประสบการณ์สูงในทางปฏิบัติ [13]. &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;แม้มีความแตกต่างดังที่ปรากฏ แต่ทุกแนวคิดแบบ PBL มีส่วนร่วมบนหลักการบางอย่างเดียวกัน บางส่วนเพื่อการสอน และบางส่วนเกี่ยวข้องกับทิศทางในการประกอบอาชีพของพวกเขา (Table 1) และการประยุกต์ในกฎเกณฑ์เหล่านี้ ทำให้เกิดลักษณะบางอย่างร่วมกันเป็นรูปแบบที่ดีที่สุดสำหรับ PBL &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;Table 1.: กฎเกณฑ์ของ PBL &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;กฎที่มุ่งหมายสำหรับการสอนต่างๆ คือ &lt;/div&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;div align="justify"&gt;ผู้เรียนรับผิดชอบในการเรียนของพวกเขา &lt;/div&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;div align="justify"&gt;กระตือรือร้นเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้และทักษะ&lt;/div&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;div align="justify"&gt; ร่วมมือกันแทนที่จะแข่งขันกัน &lt;/div&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;div align="justify"&gt;หันเหไปสู่อาชีพการงาน &lt;/div&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;div align="justify"&gt;ในทิศทางรอบด้านสู่การปฏิบัติทางวิชาชีพ &lt;/div&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;div align="justify"&gt;บูรณาการความรู้จากขอบเขตอื่นที่แตกต่างกัน &lt;/div&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;div align="justify"&gt;บูรณาการทั้งความรู้ ทักษะ และทัศนะคติ &lt;/div&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เป็นไปได้ที่จะประยุกต์วิธีการ ในหลักการเดียวที่เข้ากันได้กับหลักสูตรแบบจารีตเดิม โดยมีผลกำไรจากการบูรณาการความรู้และทักษะจากส่วนอื่นๆที่แตกต่างกัน หรือพร้อมจะเกี่ยวข้องกันในแง่โครงสร้างของหลักสูตร แม้การบรรยายตามปรกติไม่ตรงกันกับการบูรณาการ และมีส่วนน้อยนิดในการกระตุ้นผู้เรียนให้มีความรับผิดชอบในการเรียนของตนเอง การรวมกลุ่มขนาดเล็ก บ่อยครั้งเป็นการปูทางที่เป็นทางเลือกตามธรรมชาติ จัดลำดับของพลวัตรในแต่ละบุคคล ให้มีการสร้างโอกาสสำหรับการบูรณาการ ความร่วมมือกัน เกิดแรงจูงใจ และยอมรับความรับผิดชอบในการเรียนรู้ของตนเอง &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://pioneer.chula.ac.th/~yongyudh/book2/biog2.htm"&gt;&lt;/a&gt;การนำ PBL ไปใช้ในทางปฏิบัติของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่ Delft &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การตัดสินใจเปลี่ยนแปลงเป็นลักษณะการตัดสินใจจากเบื้องบน ที่จำเป็นต้องกระทำ เพราะการโต้แย้งที่หาข้อสรุปไม่ได้ในคณะ กุญแจสำคัญที่ทำให้เกิดแรงจูงใจเลือกเอา PBL คือเสน่ห์ที่เกิดจากการนำโปรแกรม PBL ไปใช้ แล้วประสบความสำเร็จสำหรับหลักสูตรคณะแพทย์ศาสตร์ที่ Maastricht และกรรมการคณะได้รับคำแนะนำโดยผู้จัดการคณะชั่วคราว ที่กดดันให้ทางสภายอมรับโครงการที่เสนอไป อย่างไรก็ตาม ในเวลาที่มีการตัดสินใจในเรื่องนี้ โครงการที่เสนอ (PKB proposal) ยังไม่เรียบร้อยและยังมีรายละเอียดของหลักสูตรใหม่ที่ไม่ชัดเจน ยังมีแผนงานที่ต้องดำเนินการอีกมากมาย &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอนการเตรียมการมีเวลาสั้น โดยหวังว่านักเรียนคนแรกจะเริ่มโปรแกรมใหม่ ในช่วงครึ่งปีหลังจากที่เสนอแผนนี้ เพื่อให้บรรลุผล สมาชิกที่จะร่วมมือกันต้องเลือกสรร และมอบหมายงานปรับปรุงส่วนต่างๆของหลักสูตรใหม่ เพราะโครงสร้างโดยรวม จะต่างจากหลักการเดิมหลายอย่างซึ่งมีผลให้โครงสร้างองค์กรต้องมีการปรับ แตกต่างจากองค์กรของคณะแบบจารีตเดิม โดยจัดกลุ่มผู้ร่วมงานตามแนวทางของแผนกต่างๆ แต่ละแผนกรับผิดชอบหลักสูตรในส่วนของตน โครงสร้างเงาจึงถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของทีมงาน (block groups) จำนวน ๒๓ คน ซึ่งเอามาจากแผนกต่างๆ แต่ละทีมงานรับผิดชอบในการปรับปรุงโปรแกรมสำหรับกลุ่ม โครงสร้างของคณะกรรมการประสานงานต่างๆ เชื่อมโยงกันจากกลุ่มทีมงานซึ่งรับผิดชอบการปรับปรุง และประสานงานกันในโปรแกรรมพื้นฐาน (สำหรับสองชั้นปีแรก) และกับแต่ละโปรแกรม (ที่ชำนาญเฉพาะทาง) ที่แตกต่างกันด้วย การประสานงานทั้งหมดที่เป็นกระบวนการเพื่อนำไปปฏิบัติ จะรับผิดชอบโดยคณะกรรมการอื่น จัดตั้งโดยสภาของคณะและผู้ประสานงาน และที่แต่งตั้งโดย “คณบดีการศึกษา” [14]. &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การวางแผนถูกจำลองขึ้นหลังการศึกษาตัวอย่างของ Maastricht เป็นโครงสร้างคร่าวๆสำหรับหลักสูตรใหม่ ในกรอบโครงสร้างสำหรับการเรียนช่วงสองปีแรก โปรแกรมของแต่ละปีมีจำนวนหกแผนงาน (six blocks) แต่ละแผนกำหนดให้สิ้นสุดในเวลาหกอาทิตย์ ทุกแผนสร้างในกรอบการออกแบบ เหมือนเช่นเป็น “บ้าน --the House ” “เมือง --the City” และ “หน่วยย่อย --Wet Cell” ที่นำเสนอเป็นกฎตายตัวลักษณะของ “โครงสร้างเครื่องมุง --rooftile-like structure” แผนสนองตอบการสอนทดแทนแบบจารีตด้วยงานกลุ่มย่อย และสำหรับโครงการออกแบบในปีแรก ถูกแทนที่ด้วยแบบฝึกหัดการออกแบบที่จำกัดส่วนเกินไปจากรูปแบบทั่วไป กลุ่มสถาปัตยกรรมจะต้องมีรายละเอียดของหลักสูตร และมีผลในการนำไปใช้ทางปฏิบัติด้วย [15]. นอกเหนือการใส่ใจที่มีต่อการวางผังหลักสูตรแล้ว ปรัชญาของ PBL ส่วนมากในคณะยังไม่เป็นที่เข้าใจกันนัก นอกจากผู้มีส่วนร่วมในแผน ซึ่งเป็นเพียงกลุ่มเล็กเท่านั้นที่ให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง แต่ส่วนใหญ่มีความรู้สึกขัดขวางและเลี่ยงการพบปะเพื่อให้ข้อมูลแก่กันและกัน&lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เพราะการต่อต้าน (หรือเป็นแรงเฉื่อย) และเวลาเตรียมการมีระยะสั้น จึงไม่แปลกใจที่หลายสิ่งเกิดความผิดพลาดและเกิดความฉงนในการทำงานทั้งหมด คงต้องใช้อัจฉริยะภาพเพื่อการปรับปรุงที่ดีขึ้นเท่านั้น จึงจะทำให้งานสร้างสรรค์คณะมีความเป็นไปได้ จากจุดเริ่มแรก ตรรกสำหรับการบริหารจัดการสำหรับหลักสูตรใหม่ พิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องลำบากอย่างยิ่งยวด สำนักงานการศึกษาถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลงบทบาทใหม่ จากเดิมที่เคยให้บริการตามที่ร้องขอของครู กลายเป็นการร่วมมือกันกับส่วนกลาง โชคร้าย ที่ทางสำนักงานไม่สามารถตกลงกันได้ ในเรื่องปริมาณงานของการวางแผนและความร่วมมือกัน เหมือนเช่นกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในองค์กรขนาดใหญ่ ตามปรกติโปรแกรมการศึกษาต้องปรับแต่งเพื่อสะดวกในการบริหารงาน ไม่ให้เกิดผลยุ่งเหยิงในการเตรียมโครงสร้างเครื่องมุงของกลุ่มต่างๆ &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ย้อนกลับไปสังเกตที่การตัดสินใจที่เกิดจากเบื้องบนลงมา มันง่ายในการชักชวนและเลือกสรรสมาชิกมามีส่วนเกี่ยวข้องในการปรับปรุงโปรแกรมใหม่ โดยเฉพาะในฐานะของกลุ่มร่วมมือกันในเรื่องที่ขอร้องบางเรื่อง อย่างไรก็ตาม มันเป็นการยากที่จะชี้ชวนให้สมาชิกเปลี่ยนบทบาทให้เป็นผู้ช่วยเหลือ ให้กับกลุ่มผู้เรียนเพื่อการกำหนดทิศทางตนเอง นี่ยังไม่รวมแนวทางที่ทุกคนต้องเข้าร่วมในการฝึกอบรมการเป็นพี่เลี้ยง/ผู้ช่วยเหลือด้วย ซึ่งมีจำนวนถึง 20% เป็นอย่างน้อย ที่ปฏิเสธการอบรมนี้ แม้แต่คนส่วนมากที่เต็มใจ แต่ก็ยากในการเข้าใจการเปลี่ยนบทบาทเพื่อวิธีการศึกษาแบบใหม่นี้ โปรแกรมนำร่องการศึกษาและวัสดุการสอนสำหรับบุคลากร ต้องปรับปรุงให้เสร็จก่อนที่ ผู้สอนจะคุ้นเคยกับรูปแบบของ PBL และโปรแกรมและวัสดุต้องจัดให้มีขึ้นสำหรับนักเรียน ก่อนที่ความก้าวหน้าอย่างแท้จริงจะเกิดขึ้นได้ มักมีหนึ่งคนในกลุ่มผู้ร่วมงานซึ่งกำลังออกแบบโปรแกรมสำหรับ PBL ถามเสมอว่าหลังจากการฝึกอบรมแล้ว เขาจะสามารถปรับเปลี่ยนโปรแกรมที่ออกแบบของกลุ่มได้หรือไม่ เพราะเขานั้นเข้าใจเรื่องทั้งหมดเพียงแค่มันเป็นอย่างไรเท่านั้นเอง &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม โปรแกรมจริงได้เริ่มแล้ว เมื่อที่ปรึกษาโครงการณ์หลายคนก่อนหน้านี้ กลายมาเป็นผู้ติวสอน ในฐานะครูสอนออกแบบ พวกที่ปรึกษาเหล่านี้พอใจในความมีอิสระ และพอใจที่ปรัชญาและประสบการณ์ของพวกเขาถูกเลือกให้ผ่านใช้ไปยังคนรุ่นใหม่ต่อไป ในแนวคิดใหม่นี้ พวกเขาต้องเคร่งครัดกับการช่วยเหลือ และกับกระบวนการเรียนที่เกี่ยวข้องในขอบเขตที่กว้างขวางและไม่คุ้นเคยมาก่อนด้วย พวกเขาไม่รู้จะประพฤติตัวในบทบาทใหม่อย่างไร และก็ไม่สนใจที่ต้องการจะรู้ด้วย พวกครูออกแบบร้องขอเวลาอย่างน้อยสองครึ่งวันต่อสัปดาห์ (อยากขอเป็นสามด้วยซ้ำ) เพื่อสอนนักเรียน ที่เกี่ยวกับรายละเอียดของการออกแบบ เพราะการถูกบังคับให้ปรับตามโปรแกรมใหม่ก่อนที่จะประกาศใช้กัน คณะกรรมการทรงอำนาจในการนำโปรแกรมใหม่ไปใช้ ถูกท้าทายและพบข้อจำกัดที่ทำให้แผนใหม่ประสบความสำเร็จเพียงบางส่วนเท่านั้น โดยส่งผลเป็นแบบสองระบบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของแต่ละส่วนใช้เวลากับความรู้ในทิศทางศึกษาโดยใช้วิธีการ และอีกครึ่งเตรียมสำรองไว้เพื่อการสอนการออกแบบ สิ่งนี้ทำให้หลักสูตรที่ Delft ดำเนินไปได้ เพราะใกล้เคียงกันกับหลักสูตรเดิมๆในหลายวิชามากกว่าที่ตั้งใจไว้ และใกล้เคียงกว่าแนวคิดแบบเก่าของการเรียนรู้แบบโครงการณ์ (project based approach) โดยนัยยะตรงกันข้าม ระบบทั้งสองส่วนนี้เป็นพื้นฐานของ PBL ต่างกันเพียงในแง่วิธีการสอน และตรงกับที่ระบบ PBL เมื่อถูกนำมาใช้ในคณะที่มีความหลากหลายในการศึกษาสถาปัตยกรรมแบบ [16]. &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การเผชิญกันในสองรูปแบบการสอนนี้ นักเรียนมีแนวโน้มไปในส่วนที่ตนเองชอบ เป็นผลให้เกิดการแข่งขันของนักเรียนบนทางสองแพร่ง ในแง่ของนักเรียน งานออกแบบที่ได้รับมอบหมาย ถือเป็นการท้าทายและมีจุดมุ่งหมายที่แท้จริง และเป็นที่น่าชื่นชอบมากกว่าการศึกษาเพียงแค่กรณีศึกษาในกระดาษ พวกเขาต้องศึกษาวิชาหรือเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์และโครงสร้าง อีกทั้งนักเรียนส่วนมาก ชอบการสอนแบบเร่งรัด ในทิศทางการออกแบบบนความไม่แน่นอน และสามารถกำกับทิศทางในการศึกษาด้วยตนเอง ในรายงานการประเมินผลหลังการศึกษาไปได้ครึ่งปี ส่งสัญญาณให้เห็นปัญหาคือ นักเรียนให้เวลามากกว่าครึ่งในการออกแบบ และให้เวลาจำเป็นส่วนน้อยในการศึกษาทฤษฎี จึงเป็นอุปสรรคต่อการบูรณาการบนหลักการที่แตกต่างกัน &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;หากไม่คำนึงถึงปัญหาที่ต้องรทบทวนใหม่ คณะกรรมการนั้น มีความชื่นชมอย่างเห็นได้ชัด ในความกล้าหาญและมีพลังที่คณะได้วางหลักสูตรใหม่นี้ [17] หลายลักษณะที่เป็นต้นแบบของแผน (PKBplan) มองการไกลไปถึงหกปี หลังจากเริ่มกระบวนการเปลี่ยนแปลงใหม่ กรอบโครงสร้างใหญ่ของหลักสูตรยังคงอยู่ และยังเชื่อมโยงกับโครงสร้างขององค์กร กรอบในสองปีแรกยังเป็นแบบเดิม ยกเว้นการเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย เช่น ใช้ชื่อใหม่ของกลุ่ม “บ้าน” เปลี่ยนเป็น “ทีว่างสถาปัตยกรรม” และปรับแต่งส่วนอื่นเล็กน้อย เช่น ลดกฎเกณฑ์หลายอย่างให้เป็นของกลุ่มเดียวกัน &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ในระดับองค์กรมีเพียงส่วนน้อยของแผนที่คงไว้ในคณะ สำหรับหลักสูตรที่กว้างขวาง และวิธีการที่มุ่งหมายเพื่อการสอน ภาควิชาต่างๆค่อยๆได้อำนาจเพิ่มขึ้นในองค์กร เพื่อขจัดโครงสร้างทางเลือกอื่นทิ้งไป หรือมิฉะนั้นก็ผลักไสให้เข้ารูปเข้ารอยอย่างแท้จริง แต่ครูสอนการออกแบบ ยังคงเรียกร้องเวลาครึ่งหนึ่งของหลักสูตรหรือเวลาประมาณ 80% ของนักเรียน ผลที่ตามมาคือ การสอนออกแบบจะได้สัดส่วนสำคัญของทรัพยากรและเวลาจากองค์กร ครูสอนออกแบบกลับไปสอนกันด้วยวิธีการเดิมๆที่เคยทำมาก่อน [18;19] ละเลยการเตรียมการที่ทำมาสำหรับโปรแกรมกลุ่มและแก้ไขแบบฝึกหัด จนกลายเป็นการดำเนินการวิชาการอย่างอิสระเป็นของตนเอง ซึ่งในหลักการของทฤษฎี ครูต้องแยกการสอนตามหลักการของตนออกไป ไม่ใช่ใช้การฝึกหัดทางปฏิบัติมาเป็นการบังหน้า หรือเพิ่มในวิชาบรรยายให้มากขึ้นเกินตารางเวลาเฉลี่ยตามปรกติของกลุ่ม สิ่งเหล่านี้ยังส่งผลให้เวลาการศึกษาของนักเรียนด้วยตนเองหายไป โดยนักเรียนใช้เวลาของพวกเขาทั้งหมดไปกับความต้องการความเป็นหนึ่งของกลุ่มครู การแข่งขันกันระหว่างครูนี้ กลับส่งผลให้เกิดความเครียดกับนักเรียน ซึ่งต้องเรียนหนักขึ้นเพื่อสร้างความพอใจให้กับทั้งสองกลุ่มของพวกครู ที่ไม่เพียงแค่กลุ่มครูที่สอนเท่านั้น แต่รวมถึงกลุ่มครูที่ประเมินผลการเรียนของนักเรียนด้วย &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://pioneer.chula.ac.th/~yongyudh/book2/biog2.htm"&gt;&lt;/a&gt;การนำแบบ PBL ไปใช้ในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่ Newcastle &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ การกำหนดหลักสูตรแบบ PBL ของโรงเรียนแพทย์ใหม่ที่ Newcastle ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกันกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ กลายเป็นตัวอย่างและการเปรียบเทียบกัน อีกทั้งยังได้รับคำแนะนำจากกลุ่มผู้ปรับปรุงหลักสูตรที่คณะแพทย์นั้นอีกด้วย แบบจำลอง PBL ต่างๆสำหรับวิชาแพทย์ จึงถูกปรับปรุงให้เหมาะกับวิชาสถาปัตยกรรม ข้อยอมรับที่สำคัญหนึ่งของ "กลุ่มที่สนใจ" รวมทั้งทางคณะตกลงกันว่า จุดมุ่งหมายที่สำคัญของการศึกษาสถาปัตยกรรม (และของคณะ) คือการบูรณาการทุกวิชาในหลักสูตรให้เข้ากับการสอนการออกแบบในห้องปฏิบัติการ โดยผ่านการใช้รูปแบบการเรียนรู้ของ PBL. มีเพียงกลุ่มน้อยที่ยังแคลงใจในเรื่องนี้ แต่อย่างไรก็ตาม มีการตัดสินใจเพื่อนำร่องแนวคิดใหม่นี้สำหรับปีการศึกษาแรก (มีนาคม-มิถุนายน) ของนิสิตชั้นปีที่หนึ่ง เมื่อสิ้นสุดในเทอมนี้แล้ว จึงค่อยมาพิจารณากันว่าจะยกเลิกการทดลองนี้ หรือดำเนินการต่อไปในเทอมที่สอง หรือแม้กระทั่งจะยอมให้นำแนวคิดใหม่นี้ก้าวหน้าใช้กับชั้นปีที่ 2,3,4 และ 5 จนสำเร็จการศึกษาของนิสิตชุดนี้ &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;หลักสูตรสองระดับปริญญา (จบหลักสูตรสามปีได้ B.ScArch แล้วต่อหลักสูตรวิชาชีพอีกสองปีได้ B.Arch) ยังให้โอกาสการทดลองสำหรับชั้นปีที่สี่ด้วย ซึ่งถือเป็นชั้นปีแรกทางวิชาชีพ และจะได้ตัดสินใจถึงความพยายามที่จะบูรณาการแนวคิดให้ครอบคลุมและต่อเนื่องได้สม่ำเสมอ เหมือนเช่นที่ใช้ในการทดลองของชั้นปีที่หนึ่งได้หรือไม่ด้วย อย่างไรก็ตาม ก่อนการสิ้นสุดปีการศึกษาแรก ทางคณะได้รับความมั่นใจว่าแนวคิดใหม่แบบ PBL ที่ใช้กับชั้นปีที่หนึ่งนั้น ได้ผลเกินคาดและควรจะดำเนินการได้ต่อๆไป และยังได้รับความมั่นใจในแนวคิดบูรณาการของ PBL ที่สามารถเข้ากันได้ในชั้นปีที่สี่ และอีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะปรับปรุงต่อไปให้เป็นแบบจำลอง PBL ที่ประสบความสำเร็จและเป็นไปได้อีกด้วย &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ทางคณะยังมั่นใจต่อไปว่า ความยากลำบากในการรักษาแนวคิดการศึกษาสองแบบ (คือแบบจารีตเดิมและแบบใหม่ PBL / IL-Integrated learning) ไปพร้อมๆกันนั้น ยากลำบากกว่าการเร่งดำเนินการแบบ PBL อย่างเดียวล้วนๆ ดังนั้นจึงเป็นการแน่นอนที่จะเปลี่ยนหลักสูตรทั้งหมดปีต่อไป คือปีที่ 1-3 ใช้แบบจำลองของ PBL และปีที่ 4-5 ใช้แบบจำลองของ IL หลักสูตรวางไว้กว้างๆเพื่อเป็นแนวทางตามกระบวนการปฏิบัติที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพื่อช่วยเพิ่มการปรับปรุงทักษะ และวิธีการปฏิบัติงานของสถาปนิกในปัจจุบัน โดยเฉพาะ "แบบจำลอง" สำนักงานสถาปนิก ถูกเลือกและใช้นำเสนอในเรื่องความสัมพันธ์ของหลักสูตร กับวิธีการเรียนของนักเรียนสำหรับการดำเนินกิจกรรมทางอาชีพในอนาคต โครงสร้างของวิชาเกี่ยวข้องกับโครงการณ์จริงและลูกค้าจริง ทั้งสองกรณีที่เลือก จะเพิ่มความซับซ้อนและขนาดขึ้นไปเรื่อยๆตั้งแต่ ความสัมพันธ์ของห้องๆเดียวในอาคาร ที่เป็นจุดเริ่มต้นของศูนย์กลางธุระกิจสำคัญ สำหรับอาคาสูงสำนักงานให้เช่าที่จะพัฒนากันในเวลาต่อมา &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;โครงการณ์ที่เลือกมา เพื่อปรับปรุงกลุ่มความรู้ และเน้นลักษณะเฉพาะเรื่องในการออกแบบ (เช่น ภายนอก ภายใน) การก่อสร้าง (เหล็ก คอนกรีต อาคารช่วงสั้น/กว้าง อาคารเตี้ย/สูง) และบริบทที่ตั้ง (เช่น ชนบท ปริมณฑล ในเมือง) โดยปรกติ นักเรียนจะได้รับทราบปัญหาทั้งหมด มีส่วนน้อยและง่ายที่เป็นเรื่องของนามธรรม ก็เพื่อกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนของ "ปัญหา" และบอกจุดเน้นที่ตั้งใจ ตามพื้นฐานของการปรับปรุงทักษขั้นเริ่มแรก จนถึงวิชาที่เกี่ยวกับโครงการปรับปรุงที่ซับซ้อนทางอาชีพในต่อๆมา ขอบเขตทั่วไประหว่างหลักการและวิชาการ จะถูกทิ้งไปและหลอมรวมกันใหม่เป็น "สาระศึกษาเดียวกัน" ขึ้นแทนที่ สะท้อนกลุ่มก้อนของความรู้ ทักษะ ความชำนาญการ และ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง รวมเข้าเป็นกลุ่มตามสภาพที่เป็นจริงในระบบอุตสาหกรรม และในการปฏิบัติในวิชาชีพ โดยยินยอมให้ล้มเลิกสาระเดิมที่ล้าสมัยเพื่อรับเอาสาระใหม่มาแทนที่กัน &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เรื่องยุ่งยากประการแรกคือ ครูทำงานหนัก โดยเฉพาะในชั้นปีที่ 1และ 2 เพราะครูต้องสอนควบคู่กันไป แต่ในตารางเวลาสอนมีไม่พอ ขณะที่วิชาในแบบเดิมดำเนินไปนั้น อีกส่วนยังมีวิชาในแบบใหม่พ่วงเข้ามา โดยเฉพาะ ความต้องการวิชาเฉพาะทางที่ใช้ในหลักสูตรแบบ PBL มีความแตกต่างกันในการจัดตารางเวลาสอน เพราะจะมีการสอนประกอบเชิงปฏิบัติการด้วย และบ่อยครั้งที่ตรงกับเวลาวิชาบรรยายแบบเดิม การจัดตารางเวลาสอนเพื่อให้สอดคล้องกัน จึงกลายเป็นเรื่องยุทธวิธีที่ท้าทายเรื่องเวลา มันต้องการเวลามากด้วย ในการที่ครูพยายามที่จะรวมเอาเนื้อหาวิชาเดิมบวกเข้าไปกับเนื้อหาวิชาใหม่ &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ความยุ่งยากประเด็นต่อไปคือ นักเรียนเรียนหนักทั้งในโปรแกรม PBL และ IL คือนักเรียนหลายคนจะประสบปัญหาในการปรับตัวให้เหมาะสมกับหลายๆเรื่องที่ศึกษา และจะค่อนไปกับการเสียเวลามากในชั้นเรียนใหม่ๆ ที่เป็นเพียงแค่การรับข่าวสารและภาระกิจ พอๆกับในชั้นเรียนที่เป็นการสร้างองค์ความรู้และรับภาระกิจที่มอบหมายให้เช่นกัน [20]. ผู้ร่วมงานบางคนก็เช่นกัน มีความยุ่งยากในการลดความสำคัญของการให้ข่าวสารในหลักสูตรเดิม เพื่อนำเอาวัสดุวิชาใหม่ที่จำเป็นในแง่การปฏิบัติในบริบทที่เป็นจริงของโครงการณ์ นักเรียนกลุ่มใหญ่จากประเทศเอเซียอาคเนย์ มีปัญหามากเป็นพิเศษ โดยที่พวกเขาต้องปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมให้เหมาะกับในการเรียนแบบเดิมๆ และจะต้องปรับเปลี่ยนกันอีกสำหรับการเรียนแบบใหม่ นักเรียนทั้งหมดจะยุ่งยากในการเคลื่อนย้าย จากการเรียนรู้ที่มีครูเป็นศูนย์กลางของการเรียนแบบเดิม ไปเป็นแนวคิดใหม่ที่ใช้นักเรียนเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ โดยเฉพาะในระดับของการเรียนรู้แบบบูรณาการ (IL) &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การเปลี่ยนแปลงในส่วนของผู้ร่วมงานและนักเรียนเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจน การเปลี่ยนบทบาทจากผู้เชี่ยวชาญในส่วนที่แคบๆไปสู่ภาพสะท้อนของผู้เชี่ยวชาญ (นักปฏิบัติอื่นๆ) ในส่วนที่กว้างขึ้น ซึ่งเป็นลักษณะของผู้ร่วมงานที่เป็นนักปฏิบัติในภาวะการณ์ปัจจุบัน แต่ทว่ามีปัญหาในแง่ของนักวิชาการอาชีพ การหมดอำนาจในการจำกัดสาระให้ตรงกับความสนใจและประสบการณ์ของพวกเขา รวมทั้งความจำเป็นใหม่ในการสอน และคำถามในแขนงวิชาสถาปัตยกรรมที่กว้างขวางขึ้น อันเกิดจากการกำหนดขึ้นในแต่ละโครงการณ์ ทำให้เกิดบทบาทที่ขัดแย้งกันของผู้ร่วมงานทั้งหมดที่ควรพิจารณา ผู้ร่วมงานบางคน ไม่สามารถและไม่ยินยอมที่จะปรับตัวให้เข้ากับหลักสูตรใหม่ ก็ได้ลาออกไปภายในปีแรก คนอื่นๆที่เป็นทุกข์และทนความเครียดไม่ได้ ก็ลาออกไปในปีที่สองและปีที่สามต่อมา &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การเปลี่ยนแปลงสำหรับผู้ร่วมงาน มีทั้งข้อดีและข้อเสีย การตั้งป้อมเป็นศัตรูกันทางการเมืองหรือเรื่องส่วนตัวระหว่างสองกลุ่มค่อยๆหมดไป เมื่อผู้เป็นปรปักษ์หลักลาออกไป ผู้ร่วมงานซึ่งเคยได้รับการโปรดปราณ เช่นได้เลื่อนตำแหน่งสูงๆ ก็ลาออกไปด้วย พวกเขาถูกแทนทีด้วยผู้ร่วมงานใหม่ที่รอบรู้หลายด้าน และจัดเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านอาชีพ และยังไม่เป็นพวกหรือร่วมกลุ่มกับพวกศัตรูเก่าๆ พวกผู้ร่วมงานใหม่นี้ยังสามารถปรับตัวได้กับการสอนแนวใหม่ โดยไม่ละเลยการรับรู้ในแบบเดิม อีกทั้งยังให้แรงจูงใจสูง มีความกระตือรือร้น และสร้างสรรค์จริยธรรมด้านบวกให้เกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งค่อยๆขยายผ่านต่อไปยังผู้ร่วมงานและนักเรียนอื่นๆ&lt;br /&gt;แนวคิดใหม่นี้ดำรงอยู่มานานถึงสิบปีจนถึงปัจจุบัน ทางคณะเองได้ชื่อว่าเป็นผู้นำทางการศึกษาสถาปัตยกรรมและการพัฒนาทฤษฎีการสอนด้วย ผู้ร่วมงานจำนวนสองคนได้รับรางวัลการสอนยอดเยี่ยม และคณะได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในสิบสามของโรงเรียนสถาปัตยกรรมที่ยอดเยี่ยมของประเทศ &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://pioneer.chula.ac.th/~yongyudh/book2/biog2.htm"&gt;&lt;/a&gt;การเปลี่ยนแปลงการศึกษาใหม่และการปรับองค์กร&lt;br /&gt;Educational innovation and organisational change &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เพื่อให้เข้าใจการประยุกต์ใช้ของกระบวนการดังที่กล่าวไว้ข้างต้น เราควรมารับรู้ข้อเขียนของการเปลี่ยนแปลงการศึกษาใหม่ และข้อเขียนที่เกี่ยวกับการปรับองค์กร ในข้อเขียนสำหรับเรื่องแรก แนะนำว่าขั้นตอนการวางแผนและการเตรียมการที่ถูกเปิดเผย จะเป็นสิ่งจำเป็นและมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลง [21;22;23] และจะเกี่ยวข้องกับการการมีส่วนร่วมที่สำคัญอันนำไปสู่ความสำเร็จได้ นั่นคือ การมีส่วนร่วมในการรับรู้การเปลี่ยนแปลงใหม่ ซึ่งเป็นดังเช่นสะพานเชื่อมไปสู่เป้าหมายของพวกเขาได้ชัดเจนมากเท่าไร โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็ย่อมมีได้มากเท่านั้น หมายความว่า กระบวนการเตรียมการที่เพิ่มขยายได้นั้นเป็นสิ่งจำเป็น เพราะช่วยให้เกิดการมีส่วนร่วมและรับผิดชอบในการเปลี่ยนแปลง ก่อนที่จะนำไปใช้ในการจัดทำหลักสูตรใหม่ต่อไป ส่วนข้อเขียนสำหรับการปรับองค์กรนั้น มีคำแนะนำว่า ในหลายๆครั้งอาจต้องเป็นการบังคับหรือกระทำโดยพลการจึงจะมีประสิทธิผล Chin และ Benne [24] เสนอกลยุทธ์สามรูปแบบ ซึ่งสามารถนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในการปรับองค์กร คือ &lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;div align="justify"&gt;กลยุทธ์เหตุผลเชิงประจักษ์ --Empirical-rational strategies &lt;/div&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;div align="justify"&gt;กลยุทธ์ปรับตัวใหม่ตามบรรทัดฐานสังคม --Normative-reeducative strategies &lt;/div&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;div align="justify"&gt;กลยุทธ์บังคับกันด้วยอำนาจ --Power-coercive strategies &lt;/div&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;แต่ละกลยุทธ์ถือเอาความเชื่อตามธรรมชาติของมนุษย์ กลุ่มผู้ยึดมั่นในกลยุทธ์แรกมองมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผล กลยุทธ์ที่สองเน้นพฤติกรรมมนุษย์ในเชิงสังคม และการปรับตัว หรือความสามารถในการเรียนรู้พฤติกรรมใหม่ ส่วนกลยุทธ์บังคับกันด้วยอำนาจนั้น อยู่บนฐานของการมองธรรมชาติของมนุษย์ในแง่ดีน้อยลง กล่าวคือ คนเราพิสูจน์กันด้วยงานของแต่ละคนเป็นสำคัญ หรือการรับรู้เรื่องงานซึ่งคนส่วนมากมองไม่เห็นประโยชน์ในการร่วมกันทำเป็นแบบองค์กร อำนาจตามกฏหมายจึงต้องกำหนดใช้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ส่วนใหญ่ &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ประสบการณ์ที่ Delft และ Newcastle แสดงให้เห็นว่ากลยุทธ์ทั้งสามแบบนี้ นำไปใช้ในหลายระดับในทั้งสองกรณี ในกรณีของ Delft กลยุทธ์แบบเหตุผลเชิงประจักษ์สนับสนุนการเปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยนเกิดขึ้นโดนบังคับด้วยอำนาจ (power-coercive) ของทางคณะ ซึ่งเป็นการคุกคามจากภายนอก สำหรับแผนการปรับปรุงใหม่นั้น เกิดจากผู้ร่วมงานส่วนน้อย แต่มีการตัดสินใจนำแผนไปใช้โดยการบังคับกันด้วยอำนาจจากกรรมการคณะเพียงฝ่ายเดียว ความพยายามที่จะอบรมผู้ร่วมงานนั้น ไม่ต้องสงสัยว่าเป็นความตั้งใจใช้กลยุทธ์การปรับตัวใหม่ตามบรรทัดฐานทางสังคม แต่ปรากฏว่าส่วนใหญ่เป็นการบังคับกันด้วยอำนาจ แม้การเสนอภาคข่าวสารให้ก่อนหน้านั้น อาจส่งเสริมการปรับตัวใหม่ มั่นใจในการประสบความสำเร็จ และอาจดูเหมือนเป็นการลดความจำเป็นของกรรมการคณะและสภาในแง่การใช้อำนาจบังคับเพียงฝ่ายเดียวก็ตาม &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ในกรณีของ Newcastle การคุกคามจากภายนอก เห็นได้ชัดว่าเป็นการใช้อำนาจบังคับกัน และการตัดสินใจเพื่อการเปลี่ยนแปลงนั้น ส่วนมากแล้วไม่ต้องสงสัยเลยว่า เกิดจากพื้นฐานของเหตุผลที่ตอบสนองการข่มขู่ อย่างไรก็ตาม เพราะการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากทางสายอาชีพ ทำให้การใช้เหตุผลถูกตามด้วยการปรับตัวใหม่ในแนวทางของตนเอง (อย่างน้อยในระดับของการตกลงกัน) ยินยอมให้รูปแบบการเปลี่ยนแปลงตัดสินใจโดยทางคณะ เพื่อหลีกเลี่ยงความจำเป็นที่จะต้องใช้อำนาจบังคับกันจากภายนอก เพราะฉะนั้น ด้วยการตัดสินใจเองของทางคณะ รูปแบบการเปลี่ยนแปลงจึงถูกนำไปใช้ ปรากฏว่านักเปลี่ยนแปลงการศึกษาใหม่ มักชอบการผสมผสานระหว่างกลยุทธ์ทั้งสองแบบแรก พวกเขาต้องการให้คนเปลี่ยนแปลงกันโดยเหตุผล และ/หรือโดยการปรับตัว เรียนรู้กันใหม่เพื่อชักชวนให้อนุโลมกันได้ โดยผิวเผินเหมือนการแนวคิดที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม การทำให้คนเชื่อได้นั้นต้องใช้เวลา ในองค์กรขนาดใหญ่คนส่วนมากมักเป็นพวกจารีตนิยม ซึ่งตรงข้ามกับคนในองค์กรเล็ก มักพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงเพราะมีความเป็นจารีตนิยมน้อยกว่า &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้น ภายใต้เงื่อนไขภายนอกที่ปรกติ การปรับองค์กรใหญ่จึงไม่ง่าย การพิจารณาใช้อำนาจจากเบื้องบนลงมาจึงจำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงที่ต้องการความรีบด่วน เหมือนเช่นในกรณีของ Delft ในอีกแง่หนึ่ง การตกผลึกทำให้เหมาะที่จะขจัดความเคยชินที่เป็นมาแต่เดิมได้ ดังเช่นในกรณีของ Newcastle ที่ซึ่งคณบดีมีความสะดวก ในการยกเลิกกฏเกณฑ์เดิมๆทิ้งไป ขจัดเเครื่อข่ายแบบเดิมที่เฉื่อยชา และยกเลิกโครงสร้างอำนาจที่มาจากความอาวุโส แม้กลยุทธ์การใช้อำนาจบังคับกัน อาจประสบความสำเร็จในกรณีที่ต้องแก้ปัญหาอย่างรีบด่วน แต่การเปลี่ยนแปลงใหม่บนแนวทางนี้ไม่ยั่งยืนในระยะยาว คนที่ถูกตัดออกไปจากกระบวนการตัดสินใจ หรือคนที่ถูกแทนที่โดยไม่ให้เป็นทางเลือก ไม่มีส่วนการตัดสินใจด้วยตนเอง หรือไม่มีปรัชญาเป็นพื้นฐานของตน ก็จะมีเหตุผลเพียงเล็กน้อยที่จะสนับสนุนผลที่เกิดขึ้นภายหลัง เพื่อให้เป็นผลต่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน มันจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์เพื่อระยะยาว เช่นสร้างเงื่อนไขให้ทุกคนรับผิดชอบในส่วนตัวและในส่วนรวม กลไกการบริหารและการนำกลยุทธ์นี้ไปใช้ จะต้องคำนึงถึงทั้งโดยนัยพฤติกรรมองค์กร และการรับรู้และความปรารถนาส่วนบุคคล และสามารถขับเคลื่อนทั้งสองสิ่ง ไปพร้อมด้วยการส่งเสริมการแทรกแซงอื่นๆที่เกิดขึ้นด้วย นี่แปลว่า ผู้นำทางการศึกษาต้องการทักษะการบริหารที่เปิดกว้างเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://pioneer.chula.ac.th/~yongyudh/book2/biog2.htm"&gt;&lt;/a&gt;บทสรุป&lt;br /&gt;Summary &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ความมุ่งหมายของเอกสารนี้ เพื่ออธิบายกลไกของการเปลี่ยนแปลงการศึกษาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงใหม่ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่ Delft และ Newcastle ทั้งสองได้รับการพิจารณาว่าการประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการเลือกเกณฑ์เพื่อความสำเร็จ และทั้งสองสถานะภาพสามารถเป็นข้อแก้ต่างได้ทั้งสองกรณี เรื่องที่ควรพิจารณากันในบทความนี้คือการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้อย่างไร &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ขอกล่าวด้วยความเคารพว่า การเปลี่ยนแปลงการศึกษาใหม่ในแต่กรณี สามารถพิจารณาได้ว่าล้มเหลว เพราะวิธีการสอนแบบเดิมบางอย่างยังคงไว้ในการเปลี่ยนแปลงทั้งสองกรณี คงอยู่ภายใต้หน้ากากใหม่ และความเครียดที่เกิดขึ้นในระยะแรกๆทั้งกับผู้ร่วมงานและนักเรียน ถือได้ว่าเป็นความล้มเหลวอีกเช่นกัน ในขณะที่ผู้ร่วมงานส่วนมากที่มีส่วนร่วมในหลักสูตรใหม่มีความสุข และมีรายงานที่น่าเชื่อถือของคณะกรรมการตรวจสอบภายนอกให้การสนับสนุนอย่างมากมาย &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;หลักสูตรใหม่ทั้งสองกรณีมีความมั่นคง เท่าๆกับแสดงให้เห็นว่าเป็นความพยายามที่ไม่ประสบความสำเร็จ ในแต่ละกรณีที่ดัดแปลงโครงสร้างใหม่ ตัวอย่างเช่นที่ Delft มีความพยายามที่ล้มเหลวในการนำเสนอหลักวิชาการนอกกลุ่มวิชาที่จัด (โดยสนับสนุนแง่หลักทางเทคนิค) และการมุ่งเน้นการสอนวิชาออกแบบในแค่สองสามกลุ่มวิชา เพียงเพื่อแบ่งเวลาให้กับเรื่องทฤษฎีที่นำร่องในกลุ่มวิชาอื่นๆ ที่ Newcastle มีความพยายามกลับไปกำหนดหลักวิชาออกแบบ ที่เข้มงวดกับการสอนวิชาออกแบบในแง่เป็นผู้ชำนาญการ ความพยายามที่จะกลับไปกำหนดอำนาจของครูผู้สอนในทั้งสองกรณี โดยเฉพาะในวิชาออกแบบ เกี่ยวกับอะไรที่สอน และควรสอนอย่างไร รวมทั้งเพิ่มความกดดันให้กับชั้นเรียนที่สูงกว่า ความพยายามเหล่านี้ ไม่ลงรอยกัน หรือเกี่ยวข้องกันกับวัตถุประสงค์ของการบูรณาการ ซึ่งถือเป็นหลักการที่ตรงข้ามของการเรียนรู้แบบ PBL.&lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;กลับมาที่ครู ซึ่งเลิกบทบาทของการครอบงำ เปลี่ยนเป็นความพอใจที่คอยเฝ้าดูนักเรียน ให้เพิ่มความกระตือรือร้นและมีอิสระมากขึ้น รูปแบบความพอใจนี้บ่งชี้คุณลักษณะของครูที่ดีในระบบที่เน้นการสอน ความพึงพอใจที่เพิ่มเข้ามา ยังเกิดจากยอมรับและเป็นที่น่าเชื่อถือในระดับที่สูง เพราะเป็นการสนับสนุนทางด้านวิชาชีพ ในประเด็นความสัมพันธ์กันกับความสามารถหลังจบการเรียนนั้น มีความตรงกันกับความต้องการในการปฏิบัติงานทางวิชาชีพในขณะนั้นด้วย&lt;br /&gt;รูปแบบของ PBL ถูกใช้เป็นกลยุทธ์หนึ่ง เพื่อการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรและการศึกษา ด้วยวิธีการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในทั้งสองกรณีของ Delft และ Newcastle เป้าหมายสำคัญคือองค์กรของคณะต้องคงอยู่ได้ต่อไป สำหรับเป้าหมายของการศึกษาที่ Delft มีความสัมฤทธิ์ผลมากมาย โดยที่การเรียนรู้แบบ PBL เป็นหนทางไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์นั้น สำหรับเป้าหมายของ Newcastle คือการบูรณาการ และรูปแบบของ PBL เป็นเสมือนโครงสร้างที่เหมาะสมเพื่อการบรรลุวัตถุประสงค์นั้น เหตุผลในการเลือกและวิธีการที่นำเสนอในรูปแบบ PBLนั้นแตกต่างกัน ความแตกต่างเกิดจากขนาดของคณะทั้งสอง ซึ่งมีความแตกต่างกัน ขนาดที่ใหญ่กว่าของคณะที่ Delft จะมีอุปสรรคเรื่องความเฉื่อยชาและความเป็นจารีตนิยมมากกว่าคณะขนาดเล็กที่ Newcastle &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;จากการเปรียบเทียบกันในสองกรณีนี้ ได้ข้อเสนอแนะว่า กระบวนการเปลี่ยนแปลงยังไม่เสร็จสมบูรณ์ในแต่ละกรณี แต่ที่ Newcastle ซึ่งเริ่มก่อน ดูจะไปได้ไกลกว่าที่ Delft ผู้ร่วมงานและนักเรียนที่ Newcastle ได้ชนะอุปสรรคในเรื่องการต่อต้าน ซึ่งมักเกิดควบคู่ไปกับเปลี่ยนแปลงเสมอ ยังได้พัฒนาความเชื่อมั่นใหม่ให้เกิดขึ้นได้ในโรงเรียน ทั้งในด้านจริยธรรมและความรับผิดชอบร่วมกันที่สูงมาก กรณีของ Delft ซึ่งเริ่มทีหลัง และยังคงอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งผู้ร่วมงานที่ไม่พอใจยังรีรอการลาออกไป ปัญหานักเรียนซึ่งเรียนกันหนักยังไม่ได้รับการแก้ไข ความเชื่อมั่นจึงยังไม่เกิดขึ้นมากนัก จากการที่แต่งตั้งคณบดีคนใหม่เมื่อเร็วๆนี้ อาจเป็นการช่วยเร่งการเปลี่ยนแปลง อีกทั้งการเกษียรอายุของผู้ร่วมงานจำนวนมาก จะเป็นสิ่งที่ช่วยลดความเฉื่อยชาในการปรับองค์กรต่อไปได้ &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;คำทำนายสำหรับคณะทั้งสองนี้ ต้องบอกว่าไปได้ดีและเยี่ยม เพราะทั้งสองคณะได้รับการกล่าวขานว่ามีขอบเขตการศึกษาที่กว้างไกล ในรูปแบบจำลองของ PBL และการศึกษาสถาปัตยกรรมนั้น ถือว่าเป็นแบบจำลองหลายๆอย่างในเรื่องของความเป็นเลิศ ซึ่งแนวคิดเรื่องการศึกษาในแขนงวิชานี้สะท้อนความต้องการที่จำเป็นต่างๆของวิชาชีพสำหรับศตวรรษใหม่นี้ ผลที่เกิดขึ้นนี้ อาจได้มาโดยธรรมชาติที่ไม่รู้ตัว เช่น ด้วยความทะเยอทะยาน ด้วยกระบวนการซึ่งลดทอนสิ่งที่ไม่รู้ จากการไตร่ตรองเปรียบเทียบกันในสิ่งที่เปลี่ยนแปลง โดยไม่คำนึงถึงว่า รูปแบบ PBL จะเป็นส่วนสำคัญของความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่อยู่เหนือข้อจำกัดในสองกรณีดังที่กล่าวมาแล้ว สามารถใช้เป็นหลักของกลยุทธ์ที่เกี่ยวกับการจัดการ ในกรอบหลายกรอบที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมขององค์กร เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงการศึกษาใหม่ที่ต้องการนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศที่ท้าทายต่อการเรียนรู้ ซึ่งต้องการอย่างมากสำหรับการศึกษาการช่างในศตวรรษใหม่นี้ [25;26]. &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://pioneer.chula.ac.th/~yongyudh/book2/biog2.htm"&gt;&lt;/a&gt;References &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;1. Woerden, W.M. van, Het Projectonderwijs onderzocht. (Research into the project method of teaching). thesis, University of Technology Twente, Enschede (1991).&lt;br /&gt;2. Verkenningscommissie Bouwkunde, Eindrapportage [Final Report] (1988).&lt;br /&gt;3. Programma Commissie Bouwkunde, PKB. Herprofilering van de Bouwkundeopleiding aan de Technnische Universiteit Delft [A New Profile for Building Sciences at the TUD]. Delft, Faculteit der Bouwkunde (1989).&lt;br /&gt;4. Schon, D.S., The reflective practitioner: How professionals think in action. Basic Books, New York (1983).&lt;br /&gt;5. Cowdroy, R. and Maitland,B., Integration, assessment and problembased learning. In: Chen, Cowdroy, Kingsland and Ostwald (Editors) Reflections on problembased learning. APBLN, Problarc, University of Western Sydney, Sydney (1994).&lt;br /&gt;6. Boud, D. &amp; Feletti, G., The Challenge of Problem-based Learning. Kogan Page, London (1991).&lt;br /&gt;7. De Zeeuw. G., Problemen van verbeteren en innoveren [Problems of improvement and innovation]. In: Postdoctorale opleiding Innovatie manager. Academie voor Informatica, Universiteit van Amsterdam, Amsterdam (1990).&lt;br /&gt;8. Rogers, C., On becoming a person. Houghton Mifflin, Boston (1961).&lt;br /&gt;9. Cowdroy, R., Concepts, constructs and insights: the essence of problembased learning. In: Chen, Cowdroy, Kingsland and Ostwald (Editors) Reflections on problembased learning. APBLN, Problarc, University of Western Sydney, Sydney (1994).&lt;br /&gt;10. Barrows, H.S., A taxonomy of problembased learning methods. Medical Education, 20, 481486 (1986).&lt;br /&gt;11. Schmidt, H.G., Activatie van voorkennis, intrinsieke motivatie en de verwerking van tekst (Doctoral dissertation), Apeldoorn, Van Walraven, Apeldoorn (1982).&lt;br /&gt;12. Frijns, P. en E. de Graaff, Doceren of Faciliteren? Velon, 14, 2, 3436, (1993).&lt;br /&gt;13. Kingsland, A and Cowdroy, R., Focusing your skills: a definition of roles in PBL (or teacher roles in studentcentred learning. In: ProblemBased Learning, Research and Development in Higher Education. Conference proceedings, University of New South Wales, Sydney (1993).&lt;br /&gt;14. Graaff, E. de and Bouhuijs, P.A.J., Management of educational change: a discussion of the implementation process at the Faculty of Building Sciences. In: Erik de Graaff &amp;amp; Peter A.J. Bouhuijs (eds.) Implementation of problembased learning in higher education. Thesis Publishers, Amsterdam (1993).&lt;br /&gt;15. Woord, J. van der &amp; E. de Graaff, Changing Horses MidCourse; The implementation of a problembased curriculum at the department of building sciences of the Technical University Delft, Holland. In: P.A.J. Bouwhijs, H.J. Schmidt &amp; H.J.M. van Berkel (eds.) Problembased learning as an educational strategy. Network publications, Maastricht (1993).&lt;br /&gt;16. Westrik, J. and E. de Graaff, Development and management of the new PBLbased curriculum in Architecture. Key note lecture presented at the conference Reflection and Consolidation Newcastle, Australia, 36 july 1994. In: S.E. Chen, R.M. Cowdroy, A.J. Kingsland and M.J. Ostwald (eds.) Reflections on Problembased Learning. Australian Problem Based Learning Network, Sydney (1994).&lt;br /&gt;17 Visitatie commissie, Onderwijsvisitatie Civiele Techniek, Bouwkunde en Geodesie. Eindrapportage [Final Report]. VSNU, Utrecht (1994).&lt;br /&gt;18. Claessens, M., Programmaevaluatie bij innovatie van een ingenieursopleiding [Programme evaluation in the context of innovation of an engineering course] (dissertation). Delftse Universitaire Pers, Delft (1995).&lt;br /&gt;19. Claessens, M, De Graaff, E, Jochems, W, and Cowdroy, R., Student Evaluation Of A Problem Based Course. In: Architecture, in Research and Development in ProblemBased Learning, Vol 3. APBLN, UNSW, Sydney (1995).&lt;br /&gt;20. Cowdroy, R. and Kingsland, A., Decompressing the timetables in ProblemBased Learning. In: Research and Development in Higher Education, Higher Education. Research and Development Society of Australasia, conference proceedings, University of New South Wales. Sydney, July 1993, (1994).&lt;br /&gt;21. Dalin, P., Limits to educational change. Macmillan, London (1978).&lt;br /&gt;22. Fullan, M., The Meaning of Educational Change. Teachers College, Columbia University, London/New York (1982).&lt;br /&gt;23. Romizowski, A., Designing Instructional Systems: Decision making in course planning and curriculum design. Kogan Page, London (1990).&lt;br /&gt;24. Chin, R. &amp;amp; Benne, K.D., General strategies for effecting changes in human systems. In W.G. Bennis, K.D. Benne &amp; R. Chin (eds.) The planning of change (fourth edition). Holt, Rinehart &amp;amp; Winston, New York (1985).&lt;br /&gt;25. De Graaff, E., Problem-based learning in engineering education (key-note lecture). In: Societ Europenne pour la Formation des Ingnieurs and The Engineering College of Copenhagen (eds.) Project-organized curricula in engineering education. SEFI cahier no 4., SEFI, Brussel (1994).&lt;br /&gt;26. Cowdroy, R., Architects' continuing professional development: a strategic framework. Royal Australian Institute of Architects, NSW Chapter, Sydney (1992).&lt;br /&gt;&lt;a href="http://pioneer.chula.ac.th/~yongyudh/book2/biog2.htm"&gt;&lt;/a&gt;จาก…Journal of Language and LinguisticsVolume 1 Number 3 2002ISSN 1475 - 8989&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1755877247562212130-4960796947049549310?l=yong-book4.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yong-book4.blogspot.com/feeds/4960796947049549310/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1755877247562212130&amp;postID=4960796947049549310' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1755877247562212130/posts/default/4960796947049549310'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1755877247562212130/posts/default/4960796947049549310'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yong-book4.blogspot.com/2007/03/architectural-education-innovation-2.html' title='Architectural Education Innovation-2'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgPJc67OR6I/AAAAAAAAAWQ/Cfg6tdqZM60/s72-c/Image250.gif' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1755877247562212130.post-5144220335503096692</id><published>2007-03-23T04:14:00.000-07:00</published><updated>2008-12-09T18:16:03.444-08:00</updated><title type='text'>Architectural Education Innovation-1</title><content type='html'>นวัตกรรมการศึกษาสถาปัตยกรรม&lt;br /&gt;ว่าด้วย..การปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงใหม่&lt;br /&gt;(Architectural Education Innovation)&lt;br /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgO3ZK7OR1I/AAAAAAAAAVo/jhgMAQjCj4s/s1600-h/Image250.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5045077650642454354" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgO3ZK7OR1I/AAAAAAAAAVo/jhgMAQjCj4s/s200/Image250.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเป็นมา&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;หลายปีมาแล้ว วิชาสถาปัตยกรรมมีความแตกต่างจากวิชาอื่นๆ มีวิธีการสอนที่แตกต่างจากปรกติ มักเน้นการสอนด้วยวิธีการออกแบบโครงการณ์ (Design Projects) อย่างต่อเนื่อง ขณะที่อีกบางส่วนเป็นการเรียนรู้จากการบรรยาย และสัมมนาแบบปรกติทั่วไป แต่เวลาของการเรียนรู้ส่วนใหญ่ใช้ในห้องปฏิบัติการออกแบบ คือ การเขียนแบบ ทำหุ่นจำลอง เพื่อการพัฒนาการปรับปรุงในแต่ละโครงการที่ออกแบบของแต่ละผู้เรียน เป็นการเรียนรู้แบบปฏิบัติการโดยลงมือกระทำ (learning by doing) ในเวลาเดียวกัน ในแต่ละโครงการออกแบบ ผู้เรียนจะเสนอความคิดคร่าวๆพร้อมขอบข่ายในรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับอาคารที่แต่ละคนออกแบบ โดยมุ่งหวังที่ผลงานสุดท้ายของการเรียนรู้ ผู้สอนเป็นผู้แนะนำ ซึ่งมักเป็นสถาปนิกที่ออกแบบเป็นงานอาชีพเป็นครั้งคราวไปพร้อมๆกัน จะให้ความรู้ในด้านการปฏิบัติ แนะนำและสนับสนุน ให้แนวทางที่จำเป็นในการออกแบบ โดยหวังให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าส่วนอื่นที่จำเป็นและมีความเกี่ยวข้องกับการออกแบบเพิ่มเติมด้วย เมื่อสิ้นสุดเวลาของโครงการออกแบบหนึ่งๆ ผู้เรียนแต่ละคนต้องเสนอผลงานออกแบบ ต่อกลุ่มผู้สอนและผู้เชี่ยวชาญที่รับเชิญ เพื่อรับการวิจารณ์และประเมินผลงาน การวิจารณ์และข้อเสนอแนะในขั้นสุดท้ายนี้ จะมีผลต่อผู้เรียนในการพัฒนาการในโครงการออกแบบในอนาคตต่อไป กลุ่มผู้วิจารณ์ หรือที่เรียกว่า กรรมการประเมินผล (The crit(-ic) panel) จะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องเกรดของผู้เรียนด้วย &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจากวิธีการสอนสถาปัตยกรรมแตกต่างจากวิชาอื่น จึงเป็นการยากที่นักการศึกษาและนักพัฒนาการศึกษาของมหาวิทยาลัย จะให้การสนับสนุนและช่วยเหลือที่เหมาะสมสำหรับผู้สอนสถาปัตยกรรม ในทำนองเดียวกัน ก็เป็นการยากสำหรับครูสอนสถาปัตยกรรมที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้สอนในสาขาวิชาอื่น แม้บางวิธีการสอนอาจคล้ายคลึงกันบ้างในสถาบันเดียวกัน ดังนั้น หากมีหน่วยงานกลาง เช่น..&lt;a href="http://www.ltsn.ac.uk/genericcentre/" target="_blank"&gt;the LTSN center for Education in the Built Environment &lt;/a&gt;จะแก้ไขช่องว่างตรงนี้ได้ &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา&lt;br /&gt;Educational Innovation &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การเรียนรู้แบบใช้ โครงการ แบบใช้ปัญหา และแบบใช้การสืบสวน เป็นพื้นฐานในการศึกษา (Project, Problem, and Inquiry-based Learning)&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;คำถาม? &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;อะไรคือ รูปแบบการใช้ปัญหา การใช้โครงการณ์ และการใช้การสืบสวนหรือการวิจัย เป็นพื้นฐานของการศึกษา? &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;แนวคิดเหล่านี้มีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างไร?&lt;br /&gt;เราจะเลือกแนวคิดที่ดีที่สุดสำหรับห้องเรียนที่พร้อมด้วยเท็คโนโลยีสมัยใหม่อย่างไร? &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การสำรวจเพื่อความเข้าใจของแนวคิดเหล่านี้ &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การเรียนรู้แบบโครงการณ์ (Project-based learning) การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นพื้นฐาน (problem-based learning) และการเรียนรู้แบบสอบสวน (inquiry-based learning) การเรียนรู้ทั้งสามแบบนี้สัมพันธ์กันกับกระบวนการจัดการข้อมูล ถือว่าเหมาะสมอย่างยิ่งกับการเรียนรู้เรื่องสภาพทางเท็คโนโลยี ที่ไม่เน้นทั้งเรื่องของ hardware and software แต่เน้นที่ประสบการณ์เป็นสำคัญ ในแต่ละกรณีเทคโนโลยีถูกใช้เป็นเครื่องช่วยการเรียนรู้ อาจเป็นเครื่องมือที่ช่วยจัดการกับมโนทัศน์ทั้งหลาย (เช่นแรงบันดาลใจ) ช่วยค้นหาข้อมูลปัจจุบัน (เช่นแหล่งของข่าวสารออนไลน์) หรือการนำเสนอมโนทัศน์ในขณะนั้น (เช่นการนำเสนอด้วยโปรแกรม PowerPoint) การเน้นสภาพการณ์ในการเรียนรู้เช่นนี้ ทำให้เกิดความตื่นเต้นกับผู้เรียนในเรื่องการแก้ปัญหาที่พบว่าเป็นเรื่องที่มีความหมายและน่าสนใจสำหรับพวกเขาด้วย&lt;br /&gt;การเรียนรู้โดยใช้โครงการณ์เป็นพื้นฐาน (&lt;a href="http://www.jacksonesd.k12.or.us/it/ws/pbl/" target="_blank"&gt;Project-Based Learning&lt;/a&gt;) &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ความหมายของโครงการณ์ &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;หมายถึง โครงการณ์ที่เป็นจริงมีคุณค่าและเป็นที่สนใจสำหรับผู้เรียนที่จะตรวจสอบในทางลึกๆได้ จัดขึ้นโดยกลุ่มผู้เรียนขนาดย่อม โครงการณ์สำหรับผู้เรียนมีวัยวุฒิ ต้องประกอบด้วยการสอนที่มีระบบด้วย แนวคิดการเรียนรู้แบบโครงการณ์ เป็นกลยุทธ์หนึ่งในการสอน โดยผู้สอนชี้แนวทางใผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างลึกซึ้งตรงกับโครงการณ์ที่เป็นจริง ไม่จำเป็นต้องตระเตรียมไว้พร้อมสรรพ ควรเป็นโครงการณ์ที่มีความซับซ้อนก็ได้แต่ต้องมีเค้าโครงที่ยืดหยุ่นได้ โดยเฉพาะยอมให้มีการโต้ตอบระหว่างผู้สอนและผู้เรียนได้ตลอดเวลา ผู้สอนจะประสบความสำเร็จได้เมื่อผู้เรียนได้รับสิ่งเร้าสูง รู้สึกมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และสามารถผลิตผลงานได้อย่างมีคุณภาพสูง&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;คำพรรณนา-โครงการณ์&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ทุกโครงการณ์ต้องทำให้ผู้เรียนเกิดความสนุก สร้างสรรค์ เสริมทักษะในการขีดเขียน ผู้เรียนมีโอกาสใช้วิทยาศาสตร์และสังคมวิทยาช่วยการแสวงหาความรู้ในหลากหลายวิธี สามารถนำความรู้เดิมเช่นคณิตศาตร์และภาษามาสร้างเสริมประสบการณ์ใหม่ๆได้&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;สำหรับการเรียนรู้ของผู้เยาว์ โครงการณ์อาจเป็นนิทานที่ดี มีจุดเริ่มต้น สาระ และการสิ้นสุด ครูและนักเรียนสามารถบอกนิทานที่ครอบคลุมเนื้อหาทั้งสามระดับ เริ่มอย่างไร เป็นไปอย่างไร และสิ้นสุดตรงไหนเมื่อไรได้&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การเรียนรู้แบบโครงการณ์ &lt;/div&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เป็นความมุ่งหมายของการเรียนรู้แบบหนึ่งที่เน้นการพัฒนาผลผลิตที่สร้างสรรค์ ปัจจุบันการเรียนรู้แบบโครงการณ์ มักเกี่ยวข้องหรือการมีส่วนร่วมกับผู้เรียน และอาจจะหรือไม่เกี่ยวกับรูปแบบการใช้ปัญหาที่กำหนดเป็นพื้นฐาน หรือรูปแบบการสืบสวนที่กำหนดใช้เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้โดยตรงก็ได้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในเว็บไซท์ต่อไปนี้...&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://www.jacksonesd.k12.or.us/it/ws/pbl/" target="_blank"&gt;Project-based Learning&lt;/a&gt; &lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://www.bie.org/pbl/overview/index.html" target="_blank"&gt;Project-based Learning Overview&lt;/a&gt; &lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://pblmm.k12.ca.us/" target="_blank"&gt;Challenge 200 Project-based Learning and Multimedia Web Site&lt;/a&gt; &lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://www.project-approach.com/" target="_blank"&gt;The Project Approach&lt;/a&gt; &lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://www.4teachers.org/projectbased/" target="_blank"&gt;Project-based Learning Checklists&lt;/a&gt;&lt;a href="http://www.4teachers.org/projectbased/"&gt; -( www4teachers)&lt;/a&gt; &lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://www.iearn-canada.org/guideontheside.html" target="_blank"&gt;The Guide on the Site&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ความเหมือนและความแตกต่างระหว่างรูปแบบการใช้โครงการณ์และรูปแบบการใช้ปัญหาเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ (Project-Based and Problem-Based:The same/different?) &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ทั้งสองรูปแบบต่างเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ในการเรียนการสอน ความหมายที่ใช้อาจค่อนข้างกว้าง แต่มีความคล้ายคลึงกันในแง่แนวคิดเพื่อใช้พัฒนาในการเรียนรู้ จากการสำรวจการโต้แย้งเชิงวิชาการที่ได้จากเอกสารและบทความต่างๆ แม้จะมีความสับสนกันอยู่บ้าง แต่ก็พอจะเปิดเผยได้ว่า ทั้งสองรูปแบบนี้มีความคล้ายคลึงและแตกต่างกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ความคล้ายคลึงกัน &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;จากการจำกัดความที่พบในข้อเขียนต่างๆ รูปแบบการใช้โครงการและการใช้ปัญหาในการเรียนรู้นั้นมีคุณลักษณะร่วมกันหลายประการ ทั้งสองแบบต่างเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ในการสอน และตั้งใจเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับโลกที่เป็นจริง ผู้เรียนจะได้รับมอบหมายลักษณะของโครงการณ์หรือปัญหาที่เปิดกว้างในการเรียนรู้ในหลายแนวทาง ไม่ใช่การป้อนคำตอบใดเพียงอย่างเดียว ที่สำคัญคือการจำลองจากสถานะการณ์ของการปฏิบัติที่เป็นจริงไม่ใช่การสมมุติ ทั้งสองแนวคิดในการเรียนรู้นี้กำหนดเหมือนกันตรงที่ถือเอาผู้เรียนเป็นสำคัญ เน้นบทบาทของผู้สอนเป็นผู้ช่วยเหลือหรือผู้คอยให้คำปรึกษา ผู้เรียนเกี่ยวข้องกับโครงการณ์หรือปัญหาในลักษณะของการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มตามช่วงเวลาที่กำหนด และกระตุ้นให้เกิดการค้นหาข้อมูลจากแหล่งที่หลากหลาย โดยปรกติแนวคิดทั้งสองนี้เน้นการได้รับความรู้บนฐานของการดำเนินงานที่ตรงกับความเป็นจริง &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ความแตกต่าง &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;นอกเหนือจากความคล้ายคลึงที่กล่าวมาแล้ว การเรียนรู้แบบใช้โครงการและแบบใช้ปัญหามีแนวคิดหลายอย่างที่ไม่เหมือนกัน การเรียนรู้แบบใช้โครงการณ์ ปรกติเริ่มที่ผลผลิตของงานที่เกิดขึ้นในใจ ผลงานอาศัยความรู้เฉพาะเรื่องและทักษะ และเกิดจากปัญหาเดียวหรือมากกว่าซึ่งผู้เรียนต้องแก้ปัญหาเอง ขนาดของโครงการณ์ขึ้นอยู่กับกรอบของเวลา ผลงานต่างระดับกันตามเทคโนโลยีที่ใช้ และการบิดเบือนที่ตบตากันในบางครั้ง การเรียนรู้แบบใช้โครงการณ์ เน้นที่แบบจำลองของผลผลิต เริ่มแรกผู้เรียนกำหนดจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างสรรค์ผลงานสุดท้ายและกำหนดผู้ดูหรือลูกค้า พวกเขาค้นคว้าในเรื่องที่พวกเขาตั้งขึ้น ออกแบบผลงานของพวกเขา วางแผนและจัดการโครงการณ์กันเอง ผู้เรียนเริ่มที่โครงการณ์ที่ได้รับมอบหมาย แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการผลิตผลงาน และพยายามทำให้สำเร็จลุล่วงไป ผู้เรียนอาจใช้หรือนำเสนอผลงานที่สร้างขึ้นเป็นระยะๆ และให้เวลาในการประเมินงานตามที่กำหนดไว้ (Crawford, Bellnet website, Autodesk website, Blumenfeld et al) กระบวนการทั้งหมดมุ่งการเรียนรู้ที่สะท้อนในโลกที่เป็นจริงช่วยเหลือในเรื่องของกิจกรรมและความคิดที่ผู้เรียนต้องการขณะนั้น แม้ผลงานสุดท้ายเป็นสิ่งที่มุ่งได้รับในการเรียนรู้แบบโครงการณ์ ซึ่งจะได้ความรู้และทักษะที่เกิดขึ้นจากการสรรสร้างผลงานนั้นๆให้สำเร็จลุล่วงไปได้ &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ส่วนการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นพื้นฐานนั้น เริ่มต้นจากปัญหาที่ผู้เรียนต้องเรียนรู้ในการแก้ปัญหานั้นๆ บ่อยครั้งที่ปัญหาเหล่านี้เกิดจากกรอบความคิดของกรณีศึกษา ปัญหาจะเป็นลักษณะเปิด (ill-structured) คือจะมีคำตอบได้หลากหลาย ซึ่งเลียนแบบปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงๆ ขณะที่การเรียนรู้แบบโครงการณ์และการใช้ปัญหาเป็นพื้นฐานอาจสร้างความบิดเบือนได้ง่าย ดังนั้นการใช้แนวคิดในแบบจำลองของการสืบสวน ซึ่งผู้เรียนต้องกำหนดปัญหาขึ้นมาเสนอ แล้วพวกเขาจึงเริ่มการจัดการกับความรู้เดิมๆในเรื่องเดียวกัน เพิ่มคำถาม และกำหนดแหล่งข้อมูลที่พวกเขาต้องการ ผู้เรียนต้องวางแผนเพื่อการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องต่างๆ ทำการค้นคว้าที่จำเป็นและทำระเบียบแบบแผนร่วมกันเพื่อสรุปความรู้ใหม่ที่ได้รับ ผู้เรียนอาจเสนอข้อสรุปผลของการศึกษา ซึ่งอาจไม่ใช้ผลงานสุดท้ายเสมอไป อีกทั้งผู้เรียนอาจต้องใช้เวลาให้พอเพียงสำหรับการประเมินผลด้วยตนเองด้วย (Duch, Delisle, Hoffman and Ritchie, Stepian and Gallagher) ทุกแนวคิดการเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นพื้นฐาน ขึ้นอยู่กับปัญหาและการใฝ่รู้ของพวกเขา และการเน้นที่การแก้ปัญหาในหลายระดับ บางแนวคิดสำหรับรูปแบบนี้ ตั้งใจให้ผู้เรียนกำหนดปัญหาให้ชัดเจน ปรับปรุงและสร้างสมมติฐาน รวบรวมข้อมูล เพื่อให้ได้คำตอบที่อธิบายได้อย่างชัดเจนด้วย (Allen) บางกรณีในการออกแบบที่เกี่ยวข้องกับปัญหาซึ่งอาจไม่พบคำตอบ แต่ก็เป็นเครื่องมือที่ให้ผู้เรียนเรียนรู้การรวบรวมข้อมูลอย่างเดียวก็ได้ (Wang)&lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ในแง่การปฏิบัติ อาจแยกเส้นแบ่งออกไม่ชัดระหว่างการเรียนรู้แบบใช้ปัญหา หรือการใช้รูปแบบโครงการณ์เป็นพื้นฐาน ทั้งสองรูปแบบอาจรวมกันเป็นอีกลักษณะอาจถือที่เป็นหลักเกณฑ์สำคัญของการเรียนรู้ บ่อยครั้งที่ทั้งสองรูปแบบมีทิศทางเดียวกัน เน้นความเป็นจริงและเป็นแนวคิดลักษณะผสมในการเรียนรู้ ส่วนความแตกต่างอาจอยู่ตรงรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆที่ไม่เหมือนกันได้ เช่น บางในกรณีที่ผลงานสุดท้ายถือเป็นหัวใจของการจัดการในรูปแบบของโครงการณ์ แต่ในแง่ที่ผลงานนั้นผลิตด้วยคอมพิวเตอร์ที่ต้องการการวางแผนและแรงงาน จำเป็นต้องให้ความสำคัญของการกำหนดลักษณะของรูปร่างหรือกระบวนการผลิตด้วย หรือในกรณีที่ผลงานสุดท้ายอาจเป็นเรื่องง่ายๆและต้องการข้อสรุป ซึ่งทางกลุ่มสามารถนำเสนอการค้นพบในรูปของรายงานก็พอเพียง ในลักษณะแรกถือเป็นการเรียนรู้แบบโครงการณ์โดยตรง ซึ่งผลงานสุดท้าย อธิบายถึงกระบวนการวางแผน การผลิต และการประเมิน ส่วนในกรณีหลัง การสืบสวนและการค้นคว้า (ไม่ใช่ผลงานสุดท้าย) เป็นตัวเน้นหลักในกระบวนการเรียนรู้ที่อาจเป็นนรูปแบบโดยตรงของการเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นพื้นฐาน&lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;บนความต่างอีกระดับ คือ กรณีที่เป็นปัญหาสำคัญของโครงการณ์ที่เกิดแง่ที่ทำให้ขยายปัญหาที่ผู้เรียนต้องเพิ่มทักษะการแก้ปัญหาเหล่านั้นมากขึ้นตามมา ในกรณีนี้เป็นโครงการณ์ที่เริ่มต้นด้วยปัญหาที่ชัดเจน และต้องการข้อสรุปหรือคำตอบที่ต้องชัดเจนตามไปด้วย แต่ขัดกันที่หลักสูตรเน้นที่ปัญหาต้องมีความหลากหลายและควรซับซ้อน ในกรณีนี้ ลักษณะแรกเป็นรูปแบบการเรียนรู้แบบโครงการณ์ชัดเจน แต่ลักษณะหลังเป็นการเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นพื้นฐาน&lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;บทความนี้เขียนสำหรับ the Challenge 2000 Multimedia Project โดย Camille Esch of SRI, สงวนสิทธ์เมื่อปี 1998 โดย San Mateo County Office of Education &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;หนังสืออ้างอิง&lt;br /&gt;References: &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;Allen, D. (1998?) Bringing Problem-Based Learning to the Introductory Biology Classroom. In A. McNeal &amp; C. D’Avanzo (Eds.), Student Active Science. (Ch. 15). Available:&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.saunderscollege.com/lifesci/studact/chapters/ch15.html" target="_blank"&gt;http://www.saunderscollege.com/lifesci/studact/chapters/ch15.html&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;Autodesk website: &lt;a href="http://www.autodesk.com/foundation/" target="_blank"&gt;http://www.autodesk.com/foundation/&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;Bellnet website: &lt;a href="http://bellnet.tamu.edu/pbl/pbl.htm" target="_blank"&gt;http://bellnet.tamu.edu/pbl/pbl.htm&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;Barrows, H. (1985) Designing a Problem Based Curriculum for the Pre-Clinical Years. New York: Springer Publishing Company.&lt;br /&gt;Blumenfeld, P.C., Soloway, E., Marx, R. W., Krajcik, J. S., Guzdial, M., &amp;amp;Palincsar, A. (1991) Motivating project-based learning: Sustaining the doing, supporting the learning. Educational Psychologist, 26, 369-398.&lt;br /&gt;Center for Problem Based Learning at the Illinois Mathematics and Science Academy website: &lt;a href="http://www.imsa.edu/" target="_blank"&gt;http://www.imsa.edu/&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;Delisle, R. (1997) How to Use Problem-Based Learning in the Classroom. Association for Supervision and Curriculum Development. Alexandria, VA.&lt;br /&gt;Duch, B. (Ed.) (1995, January) What is Problem-Based Learning? In ABOUT TEACHING: A Newsletter of the Center for Teaching Effectiveness, 47. Available:&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.udel.edu/pbl/cte/jan95-what.html" target="_blank"&gt;http://www.udel.edu/pbl/cte/jan95-what.html&lt;/a&gt;)&lt;br /&gt;Hoffman, B., &amp; Ritchie, D. (1997, March) Using Multimedia to Overcome the Problems with Problem Based Learning. Instructional Science, 25(2), 97-115.&lt;br /&gt;Ryan, Christopher, Koschmann, &amp;amp; Timothy. (1994) The Collaborative Learning Laboratory: A Technology-Enriched Environment to Support Problem-Based Learning.&lt;br /&gt;Stepien, W.J., and Gallagher, S.A. (1993) Problem-based Learning: As Authentic as it Gets." Educational Leadership, 50(7), 25-8.&lt;br /&gt;Wang, H. (1998, August 8) Research Associate, CCMB-USC. On AERA listserve on-line discussion. &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นพื้นฐาน&lt;br /&gt;problem-based learning ..PBL. (จาก..&lt;a href="http://www.mcli.dist.maricopa.edu/pbl/sources.html" target="_blank"&gt;PBL Archives&lt;/a&gt;) &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;คำนิยาม&lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;หลักเหตุผลอย่างง่ายๆของ PBL. คือ เน้นและสนับสนุนให้นักเรียนรับผิดชอบการเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยการเสนอปัญหาและความต้องการในการแก้ปัญหานั้นๆ ซึ่งไม่เหมือนกับข้อมูลปรกติที่เคยกล่าวไว้ในหลักสูตรแบบเดิมๆ ข้อแตกต่างคือ ระบบของ PBL เริ่มด้วย ปัญหา ที่มีพื้นฐานมาจากข้อมูลจริง หรือที่จำลองมาจากเหตุการณ์จริงก็ได้ และต้องการให้นักเรียนแต่ละคนหรือเป็นกลุ่ม ค้นหาคำตอบนั้น แหล่งข้อมูลและฝึกทักษะกันด้วยตนเอง ซึ่งพัฒนาได้จากความต้องการโดยตรง และการกำหนดในรายละเอียดของปัญหานั้นๆ &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;คุณลักษณะก็คือ ปัญหาจริงๆนั้น จะไม่ให้คำตอบที่ง่าย แต่ต้องในแง่การเปรียบเทียบและการวิเคราะห์ของแหล่งที่มาด้วย โดยอาศัยกลยุทธ์และงบประมาณ ผู้เรียนจำเป็นต้องปรับปรุงทักษะและการหาคำตอบที่ได้มาจากการเลือก การแยกแยะความแตกต่าง และการนำไปใช้ในลักษณะวิธีการแบบองค์รวม &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ระบบ PBL มีรูปแบบการเรียนรู้เป็นที่ยอมรับกัน โดยถือหลักการขับเคลื่อนจากเจ้าของและผู้บริโภค เช่นในวิชาวิศวกรรม สถาปัตยกรรม แพทย์ศาสตร์ และวิชาศิลปะและการออกแบบ เพราะมันเป็นเหมือนกระจกสะท้อนปัญหาจริงที่ผู้ปฏิบัติเผชิญกันในทางอาชีพ อย่างไรก็ตาม PBL ไม่จำกัดเพียงในแง่วิชาชีพเท่านั้น เพราะพื้นฐานการเรียนรู้เริ่มที่ผู้เรียนเข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหา ดังนั้น เขาจึงสามารถปรับปรุงทักษะที่จำเป็น เพื่อการแก้ปัญหานั้นๆ ด้วยการใช้กฎเกณฑ์และอาจยอมรับเอาหลักการอื่นๆเข้ามาประกอบกัน ด้วย &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;คุณลักษณะของวิธีการเรียนรู้แบบ PBL เพื่อใช้ทดแทนแบบจำลองการสอนเดิม คือ ผู้สอนต้องนำเอาข้อมูลและความพยายามของผู้เรียนที่จะใช้ข้อมูลนั้นๆ มาถือเอาเป็นงานทางวิชาการ หรือการตั้งคำถามต่างๆ ซึ่งนักเรียนจะถูกยกระดับให้เป็นนักวิเคราะห์และนักแก้ปัญหา ในกรอบของระยะเวลาและข้อกำหนดเมื่อสิ้นสุดการเรียน &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;จากการสำรวจการเรียนรู้ของนักเรียนพบว่า เหนือสิ่งอื่นใด ถ้านักเรียนจะเรียนรู้ได้ดีที่สุด ก็ต่อเมื่อเขารู้จักการประเมินจากของจริงที่มีความเกี่ยวข้องกับปัญหาอย่างชัดเจน ในสภาวะเมื่อลดความกลัวความล้มเหลว และเมื่อมีการทบทวนสิ่งที่ได้กระทำมาแล้วเป็นครั้งคราว ซึ่งวิธีการ PBL ถือหลักเกณฑ์เหล่านี้เป็นสำคัญ &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;คุณลักษณะของ PBL ที่กำหนดโดย Jill Armstrong จาก the &lt;a href="http://www.ltsn.ac.uk/genericcentre/" target="_blank"&gt;LTSN Generic Centre&lt;/a&gt; มีดังต่อไปนี้ คือ &lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ใช้สิ่งกระตุ้นเพื่อช่วยให้นักเรียนพูดคุยถกเถียงปัญหาที่สำคัญ ตั้งคำถามหรือกำหนดเรื่องที่ศึกษาให้ได้ &lt;/li&gt;&lt;li&gt;เสนอปัญหาที่เป็นภาพจำลองในการปฏิบัติในทางอาชีพจริง หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ให้แนวทางที่เหมาะสมแก่นักเรียนในเรื่องวิธีคิดที่เป็นเหตุเป็นผล (เช่น rational หรือ critical thinking) จำกัดแหล่งข้อมูล เพื่อช่วยผู้เรียนรู้การกำหนดขอบเขต ในความพยายามแก้ปัญหาที่ตั้งไว้ให้ได้ด้วย &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ให้นักเรียนมีการร่วมมือทำงานในแบบกลุ่ม สำรวจข้อมูลทั้งในและนอกชั้นเรียน ให้เข้าถึงผู้เชี่ยวชาญได้ (ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับวิชาโดยตรง) หรือผู้ซึ่งเคยมีประสบการณ์กับปัญหานั้น และสามารถช่วยเหลือกระบวนการเรียนรู้ของกลุ่มได้ &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ให้นักเรียนกำหนดความต้องการเรียนรู้ และการเลือกใช้แหล่งการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างเหมาะสม &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ประยุกต์ความรู้ใหม่ให้เข้ากันกับปัญหาและสามารถประเมินผลกระบวนการแก้ปัญหาของพวกเขาด้วย&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;(Boud F and Feletti G E (eds) (1997) The challenge of problem-based learning London: Kogan Page, p4) &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ในความเห็นของผู้เขียน หลักสูตรแบบ PBL ที่แย้งกับแบบอื่น คือการมองว่า ปัญหาที่ทำให้ต้องมีการปรับปรุงหลักสูตรนั้น เกิดจากข้อตกลงร่วมกันที่จะพยายามแก้ปัญหาจากหลักสูตรเดิม ให้มีแนวโน้มเพิ่มเติมในการส่งถ่ายข้อมูล และขยายต่อๆไปในการแก้ปัญหาโดยใช้ข้อมูล ดังแผนภูมิแสดงได้ดังนี้ คือ &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;หลักสูตรแบบ PBL ...ผู้สอนเสนอปัญหาให้ &gt;&gt; นักเรียนค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น&lt;br /&gt;หลักสูตรแบบเดิม ......ผู้สอนเสนอข้อมูลให้ &gt;&gt; นักเรียนนำข้อมูลไปใช้กำหนดปัญหาเอง&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;บริบทของ PBL&lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;คำจำกัดความ&lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;Problem Based learning (PBL) หรือการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นพื้นฐาน คือ แนวทางรวมสำหรับการศึกษา กำหนดโดย Dr. Howard Barrows และ Ann Kelson แห่ง &lt;a href="http://www.pbli.org/" target="_blank"&gt;Southern Illinois University School of Medicine&lt;/a&gt;, PBL ใช้เป็นทั้งเนื้อหาของหลักสูตรและกระบวนการ หลักสูตรนั้นประกอบด้วยการเลือกและนำเสนอปัญหาการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ซึ่งต้องการความรู้ของผู้เรียนในเรื่อง ความรู้ของการพิเคราะห์ การแก้ปัญหาอย่างคล่องแคล่ว การสร้างกลยุทธ์ที่ให้แนวทางการเรียนรู้ด้วยตนเอง และฝึกทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม สำหรับกระบวนการนั้น ถือแทนประโยชน์ทั่วๆไปของการใช้ระบบในการแก้ปัญหาอย่างตั้งใจ เสมือนการเผชิญความท้าทายในชีวิตหรือในอาชีพจริงๆ&lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;บทบาทที่เปลี่ยนแปลง &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ในการเรียนรู้แบบ PBL นั้น บทบาทของครูและนักเรียนแบบเดิมๆต้องเปลี่ยนแปลง คาดหวังให้นักเรียนต้องเพิ่มความรับผิดชอบในการเรียนรู้ของพวกเขามากขึ้น และครูต้องให้สิ่งเร้าแก่พวกเขา และเพิ่มความรู้สึกเชื่อมั่นต่อความสำเร็จให้สูงขึ้น ให้แบบแผนการเป็นผู้เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต คณะวิชากลายสภาพเป็นแหล่งประกอบกันของ ความรู้ ผู้ฝึกฝน ผู้ประเมินผล เป็นเครื่องมือชี้แนวทางให้นักเรียนมีความพยายามในการแก้ปัญหา รวมกันเป็นแหล่งของการส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ประวัติศาสตร์ &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การเรียนรู้แบบ PBL เริ่มต้นที่โรงเรียนแพทย์ &lt;a href="http://www-fhs.mcmaster.ca/" target="_blank"&gt;McMaster University Medical School&lt;/a&gt; ก่อน 25 ปีมาแล้ว หลังจากนั้นมีการนำไปใช้แพร่หลายทั้งในระดับบัณฑิตและมหาบัณฑิตศึกษาทั่วโลก รวมทั้งในระดับโรงเรียนประถมและมัธยมศึกษา เดี่ยวนี้แนวทางเรียนรู้แบบ PBL กำลังใช้กับพวกวิทยาลัยชุมชนอย่างได้ผล &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ผลลัพธ์ &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;นักเรียนที่เกี่ยวข้องกับระบบการเรียนรู้แบบนี้ ได้ความรู้และกลายเป็นนักแก้ปัญหาที่คล่องแคล่ว เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และทำงานเป็นกลุ่มได้ จากการศึกษาวิจัยพบว่าแบบ PBL เตรียมนักเรียนในการศึกษาได้ดีเท่าเทียมแบบปรกติเดิมๆ นักเรียนแบบ PBL แข่งขันกับนักเรียนแบบปกติได้ทั้งในชั้นเรียนและการทดสอบแห่งชาติ และจะกลายเป็นนักปฏิบัติในทางอาชีพ ได้ดีกว่าผู้เรียนรู้แบบปกติ&lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;หาอ่านบริบทของ PBL เพิ่มเติมได้จาก..&lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.mcli.dist.maricopa.edu/" target="_blank"&gt;Maricopa Center for Learning and Instruction (mcli)&lt;/a&gt;the 'net connection at MCLI is &lt;a href="http://www.mcli.dist.maricopa.edu/alan/" target="_blank"&gt;Alan Levine&lt;/a&gt;Comments to &lt;a href="mailto:alan.levine@domail.maricopa.edu?subject=An" target="_blank"&gt;mailto:alan.levine@domail.maricopa.edu?subject=An&lt;/a&gt; last modified: 16-May-01 : 10:35 AM&lt;br /&gt;URL: &lt;a href="http://www.mcli.dist.maricopa.edu/pbl/info.html" target="_blank"&gt;http://www.mcli.dist.maricopa.edu/pbl/info.html&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นพื้นฐาน (ต่อ) &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;หากเป็นการร้องขอ นักการศึกษาส่วนมากจะเห็นพ้องกันว่า เป้าหมายหนึ่งที่สำคัญของการศึกษา คือการพัฒนาให้นักเรียนเป็นนักแก้ปัญหาที่ได้ผล สำหรับยุคข่าวสารข้อมูลขณะนี้ ในรายงานส่วนมาก เช่น SCANS (Survey of Necessary and Comprehensive Skills) และเอกสารเป้าหมาย 2000 สนับสนุนการสอนด้วยวิธีการนี้ โรงเรียนส่วนมากวางเป้าหมายพาดพิงถึงความจำเป็นสำหรับทักษะการคิดใช้เหตุผล (critical thinking)และการแก้ปัญหา (problem solving skills) สถาบัน Recent California Frameworks in Mathematics and Science สะท้อนความเห็นด้วยในเป้าหมายการศึกษาแบบนี้ แต่บ่อยครั้งการสอนการแก้ปัญหา โดยเสนอแบบจำลองการสอนให้นักเรียนประยุกต์ใช้กับกรณีศึกษา ยังค่อนข้างเป็นปัญหายุ่งเหยิงและขัดแย้งในโลกของความเป็นจริง&lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;รายงานการค้นคว้าหนึ่งเปิดเผยว่า การคิดแบบใช้เหตุผลและทักษะการแก้ปัญหายังไม่ใช่ต้นแบบที่ใช้กันในห้องเรียน จำนวนรายงานการศึกษาพบว่า ในห้องเรียนทั่วไป 85% ของคำถามของครูเป็นแค่ระดับง่ายๆธรรมดา คำถามซึ่งจะล้วงเอาความคิดในเรื่องทักษะการสังเคราะห์และการประเมินผลค่อนข้างมีน้อยมาก รายงานของสื่อ ยังแสดงให้เห็นว่าครูตั้งคำถามที่ง่าย ไร้สาระ ดังในภาพยนต์ เช่น "Ferris Bueller's Day Off" และ "Dead Poet's Society" เป็นต้น &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ในการเรียนรู้แบบ Problem Based Learning (PBL) นักเรียนถือเป็นระดับมืออาชีพ และเผชิญปัญหาที่เกิดขึ้น-อย่างงงงวย มีข้อมูลไม่เพียงพอ แต่ต้องการหาคำตอบที่เป็นไปได้อย่างดีที่สุดในช่วงเวลาที่กำหนดให้ นี่เป็นลักษณะของวิศวกร แพทย์ และแม้แต่ครู ที่ต้องเป็นนักแก้ปัญหาทั้งนั้น แต่ชั้นเรียนส่วนมากกลับไม่เป็นดังนั้น พวกครูคงเป็นแค่ ”ผู้คงแก่เรียนบนเวที” คอยชี้แนะนักเรียนด้วยคำตอบสวยๆจากปัญหาที่ตกแต่งกันขึ้นมา &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;อะไรคือการเรียนรู้แบบ PBL ? &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;Problem Based Learning เป็นการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาที่เน้นระบบเพื่อความต้องการปรับปรุงทักษะการแก้ปัญหา เท่าๆกับช่วยนักเรียนให้ได้รับความรู้และเสริมทักษะที่จำเป็น จริงๆแล้ว การนำเสนอการเรียนรู้แบบ PBL เกิดขึ้นในโรงเรียนแพทย์ ซึ่งทดสอบความรู้อย่างเคร่งครัดเป็นพื้นฐานของการศึกษา ระบบ PBL ใช้กับปัญหาที่เป็นจริงของโลก ไม่ใช่แค่สมมติฐานเพื่อการศึกษาซึ่งง่ายและต้องการคำตอบแบบทั่วไป แต่การเรียนรู้แบบ PBL เป็นกระบวนการดิ้นรนด้วยปัญหาธรรมดา ซึ่งนักเรียนต้องเรียนรู้ทั้งสาระและทักษะการคิดแบบใช้เหตุผล&lt;br /&gt;ระบบ PBL มีลักษณะแตกต่างมากมายซึ่งอาจชี้บอกและใช้ประโยชน์ในการออกแบบหลักสูตรได้ ดังต่อไปนี้คือ &lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;&lt;br /&gt;เชื่อมั่นบนปัญหาในการขับเคลื่อนหลักสูตร – ปัญหาไม่ได้ทดสอบทักษะ แต่ช่วยในการปรับปรุงทักษะการแก้ปัญหา&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ปัญหาเป็นลักษณะไม่มีโครงสร้างชัดเจน (ill-structured) – ไม่มีทางได้คำตอบเดียว และด้วยข้อมูลใหม่ที่รวบรวมในกระบวนการแบบย้อนไปย้อนมา การรับรู้ปัญหาและคำตอบที่ได้ ก็จะถูกเปลี่ยนแปรตามไปด้วย&lt;/li&gt;&lt;li&gt;นักเรียนเป็นผู้แก้ปัญหา – ครูเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือและผู้แนะนำหรือชี้แนวทางเท่านั้น &lt;/li&gt;&lt;li&gt;นักเรียนได้รับเพียงแนวทางที่เข้าถึงปัญหาเท่านั้น – ไม่มีสูตรสำเร็จเดียวสำหรับนักเรียนในการเข้าถึงปัญหา &lt;/li&gt;&lt;li&gt;การประเมินผลจากผลการทำงานและความเชื่อมั่นนั้นมีได้อย่างแน่นอน – ไม่มีเส้นแบ่งการสิ้นสุดในการสอน&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;(ปรับปรุงจาก.. Stepien, W.J. and Gallagher, S.A. 1993. "Problem-based Learning: As Authentic as it Gets." Educational Leadership. 50(7) 25-8 and Barrows, H. (1985) Designing a Problem Based Curriculum for the Pre-Clinical Years. &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;การเรียนรู้แบบ PBL ช่วยนักเรียนในการแก้ปัญหาด้วยกระบวนการต่อเนื่องกับการเผชิญปัญหาที่เปิดกว้างสำหรับคำตอบที่อาจมีหลายคำตอบ ซึ่งเป็นปัญหาที่ตรงกันกับวัยรุ่นและนักปฏิบัติในสายอาชีพจริงๆ ขณะที่มีการรับรู้ข้อมูลมากมาย ระบบ PBL ปรับปรุงให้นักเรียนสามารถดำเนินการดังนี้&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;กำหนดปัญหาได้ชัดเจน &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ปรับปรุงทางเลือกของสมมติฐาน &lt;/li&gt;&lt;li&gt;เข้าถึง ประเมิน และใช้ประโยชน์ของข้อมูลจากแหล่งต่างๆ&lt;br /&gt;เปลี่ยนสมมติฐานเพื่อการรับข้อมูลใหม่ๆ &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ปรับปรุงการเสนอคำตอบที่แจ่มชัด ซึ่งเหมาะสมกับปัญหาและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกัน บนพื้นฐานข้อมูลและการใช้เหตุผลอย่างโปร่งใส&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ถ้านักเรียนที่มีทักษะอย่างนี้ติดตัวไว้ ก็จะเป็นการเตรียมตัวที่ดีกับการมีอาชีพต่อไปภายหน้า เพราะปัจจุบันเป็นการยากที่จะหาผู้ฝึกสอนที่มีเวลา มีแนวโน้ม หรือความรู้ที่จะบอกคนงานว่าควรทำอะไรบ้าง พวกเขาจึงถือว่าได้รับการเตรียมไว้สำหรับกระจายความรู้ซึ่งมีมากมายในโลกทุกวันนี้ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอนในการเรียนรู้แบบ PBL &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ในหลักสูตรแบบ PBL สามารถแยกเป็นสามขั้นตอนในการจัดการโดยนักเรียน ไม่ว่าการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งอินเตอร์เน็ตต่างๆ ผ่านสิ่งพิมพ์ต่างๆ หรือโดยการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ ขั้นตอนเหล่านี้ที่อธิบายไว้ข้างล่างเป็นลักษณะของ PBL. แต่ละขั้นตอนในกระบวนการเป็น “การเชื่อมโยงกันที่จำเป็น” กับบทเรียนตัวอย่างที่ปรับปรุงโดย a SCORE Teacher on Assignment. &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอน 1: การเผชิญและการกำหนดปัญหา &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;นักเรียนต้องเผชิญกับภาพจำลองของโลกที่เป็นจริง ผ่านการเอาใจใส่อย่างมีความรับผิดชอบ &lt;a href="http://score.rims.k12.ca.us/activity/ancientworld/index.html#letter" target="_blank"&gt;นักเรียนอาจถูกร้องขอให้เสนอทบทวนเรื่องราวของสถาปัตยกรรมในยุคโบราณแก่คณะกรรมการ&lt;/a&gt; โดยอาศัยมุมมองในภาพรวมว่าอนุเสาวรีย์โบราณเหล่านั้นถูกสร้างมาด้วยวิธีใด พวกเขาอาจต้องย้อนคำถามในใจตนเองดังนี้ &lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;อะไรบ้างที่ฉันรู้แล้วเกี่ยวกับปัญหาหรือคำถามนี้ ? &lt;/li&gt;&lt;li&gt;อะไรที่ฉันต้องรู้อีกเพื่อนำเสนอปัญหาหรือตั้งคำถามอย่างได้ผล ? &lt;/li&gt;&lt;li&gt;มีแหล่งข้อมูลอะไรบ้างที่ฉันสามารถเข้าถึงการตัดสินใจ เพื่อเสนอคำตอบหรือสมมติฐานได้ ? &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ตรงประเด็นนี้ การเน้นที่การกำหนดปัญหาเป็นเรื่องจำเป็น ผ่านขั้นตอนนี้แล้ว ก็จะพบข้อมูลใหม่ที่ต้องเข้าถึงและเข้าใจต่อไป &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอนที่ 2: การเข้าถึง การประเมิน และการใช้ประโยชน์จากข้อมูล &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพวกเขากำหนดปัญหาได้กระจ่างแล้ว ก็จะเข้าสู่การค้นหาข้อมูลต่างๆ เช่น จากสิ่งพิมพ์ จากคนที่พอรู้ จากแหล่งทางอีเล็กโทรนิค เป็นต้น ในกรณีของโรงเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัย the Southern Illinois อาจารย์อาจถูกสัมภาษณ์ หรือเอกสารทางการแพทย์ถูกตรวจสอบ ในกรณีการออกแบบเมือง แหล่งข้อมูลประชากร เช่น จากนายกเทศมนตรีเมือง หรือวิศวกรโยธาประจำเมือง อาจถูกนำมาใช้ &lt;a href="http://score.rims.k12.ca.us/activity/ancientworld/index.html#resources" target="_blank"&gt;แหล่งข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต เป็นจุดรวมของการค้นคว้า เมื่อปัญหาถูกกำหนดอย่างเป็นรูปธรรมขึ้น&lt;/a&gt; ในกรณีตัวอย่าง เช่น นักเรียนอาจได้ภาพรวมและแหล่งเตรียมการสำหรับขั้นตอนที่สาม บางส่วนของปัญหาถูกประเมินจากแหล่งดังกล่าว เช่น สถานะปัจจุบันเป็นอย่างไร? น่าเชื่อถือหรือถูกต้องหรือไม่? มีเหตุผลอื่นไหม ? ที่จะสงสัย หรืออคติกับแหล่งข้อมูลนี้ เมื่อจะนำข้อมูลไปใช้ นักเรียนต้องตรวจสอบด้วยความระมัดระวังในคุณค่าและแหล่งที่เข้าถึงได้ ถ้าเอาการประเมินผลที่ตั้งเป็นทฤษฎีในการเสนอความคิดว่าอนุเสาวรีย์เหล่านี้สร้างกันอย่างไรแล้วละก้อ นักเรียนต้องระมัดระวังในการบันทึกและการทำการประเมินผลอย่างถูกต้อง และน่าเชื่อถือตรงกันตามลักษณะข้อมูลของที่ตั้งที่เสนอมาด้วย &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอนที่ 3: การสังเคราะห์และการดำเนินงาน&lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ในขั้นตอนนี้ นักเรียนเสนอคำตอบสำหรับปัญหาที่ตั้งไว้ อาจใช้ผลผลิตจากสื่อในการนำเสนอ ( เช่นนำเสนอต่อ&lt;a href="http://score.rims.k12.ca.us/activity/ancientworld/index.html#task" target="_blank"&gt; the U.N. Commission on Human Rights or the Ancient World Architectural Review Board&lt;/a&gt;) หรือไม่ก็เป็นการเสนอโดยการเขียนรายงานแบบทั่วไป เน้นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคำถาม ในแทบทุกกรณี นักเรียนต้องจัดเตรียมข้อมูลในรูปแบบหรือวิธีการใหม่ สิ่งนี้ไม่เหมือนโจทย์ที่ถามพวกเขาถึง “การเสนอรายงานที่เกี่ยวข้องกับชาวปาเลสไตน์และชาวอิสราเอล” สำหรับตัวอย่างหลังนี้ จะนำไปสู่การใช้อินเตอร์เน็ต ราวกับทำเป็นสารานุกรมขนาดใหญ่เลยทีเดียว สำหรับโจทย์ที่ถามนักเรียนให้เสนอคำตอบเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างประชนชาวปาเลสไตน์และชาวอิสราเอล จะเกี่ยวข้องกับคำถามซึ่งบังคับให้มีการจัดแจงข้อมูลและการมองภาพรวมของข้อมูลเสียใหม่&lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาในการประยุกต์ใช้ &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ความแตกต่างทางวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่ต้องนำมาประยุกต์ในระบบการเรียนรู้แบบ PBL. นักเรียนโดนฝึกฝนมาจากแบบจำลองการสอนแบบเดิมๆ ซึ่งมองครูเป็น “ผู้คงแก่เรียนบนเวที” และเป็นผู้เผยแพร่ความรู้ ก็จะมีการสะดุ้งสะเทือนในแง่วัฒนธรรมเช่นนี้ อีกทั้ง&lt;a href="http://score.rims.k12.ca.us/activity/ancientworld/index.html#evaluation" target="_blank"&gt;นักเรียนมักปรารถนาและมีวัฒนธรรมความคาดหวังในคะแนนที่ได้รับสูงๆ&lt;/a&gt; แม้การสร้างกลยุทธ์ให้ครูได้บรรเทาความกลัว หรือขจัดความสงสัยในแนวทางใหม่นี้ลงได้บ้าง &lt;a href="http://score.rims.k12.ca.us/activity/ancientworld/index.html#task" target="_blank"&gt;อีกทั้งนักเรียนต้องเรียนรู้แบบเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม&lt;/a&gt; เหมือนเช่นในชีวิตจริง คนๆเดียวไม่สามารถทำงานค้นคว้าเองได้ หรือนำเสนอปัญหาและคำตอบเองได้ตามลำพัง เสียงบ่นสำหรับ “ผู้ขอร่วมเดินทาง” (ซึ่งคนในกลุ่มไม่ได้ยินดีนัก) จะได้ยินเสมอจากนักเรียนที่ขยันและพ่อแม่ของพวกเขาเหล่านั้น &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ครูต้องยอมรับประสบการณ์ในการปรับตัวเอง งานหลักที่ต้องกระทำ คือการออกแบบหรือตั้งปัญหาเพื่อใช้ในการเรียนรู้ และต้องแน่ใจว่ามีวัสดุหรือแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการเรียนรู้ได้อย่างพอเพียง (ทั้งในรูปสิ่งพิมพ์ การสื่อสารออนไลน์ และการผ่านผู้เชี่ยวชาญ) เป็นแหล่งที่สามารถเข้าถึงได้สะดวก เพราะพวกเขาต้องเรียนรู้การสร้างปัญหา และช่วยเหลือนักเรียนให้ได้เรียนรู้ทักษะและความรู้ที่เหมาะสมด้วย &lt;a href="http://score.rims.k12.ca.us/activity/ancientworld/html/teacher.html" target="_blank"&gt;และพวกครูต้องเรียนรู้การช่วยเหลือ มากกว่าการชี้นำในการเรียนของนักเรียน&lt;/a&gt; &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;รางวัล &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การเปลี่ยนการเรียนรู้จากที่ครูเป็นศูนย์กลาง กลายเป็นการเรียนรู้จากปัญหา และเป็นโครงการณ์ที่อยู่บนพื้นฐานของบรรยากาศที่ไม่สุขสบายนัก ผู้ที่กำหนดจุดเปลี่ยนนี้จะอ้างถึงพลังและความกระตือรือร้นในการเรียนรู้อย่างใหม่สำหรับชั้นเรียนของพวกเขา นักเรียนยกย่องงานที่ท้าทายและเตรียมตัวเพื่อการเรียนรู้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องนี้ ดูได้จากแหล่ง PBL ออนไลน์ ดังต่อไปนี้ &lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;br /&gt;The University of Delaware มีหลายบทความที่เกี่ยวกับ PBL รวมทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์การสอน และแผนการสอนต่าง เป็นแหล่งข้อมูลสำหรับครู &lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://www.udel.edu/pbl/"&gt;http://www.udel.edu/pbl/&lt;/a&gt; &lt;/li&gt;&lt;li&gt;Howard Barrows, Southern Illinois School of Medicine (เน้นการแพทย์เชิงวิเคราะห์แบบ PBL.) &lt;a href="http://www.pbli.org/" target="_blank"&gt;http://www.pbli.org/&lt;/a&gt; &lt;/li&gt;&lt;li&gt;Illinois Math and Science Academy (รวมแบบจำลอง K-12 applications บนหลักการที่หลากหลาย) &lt;a href="http://www.imsa.edu/" target="_blank"&gt;http://www.imsa.edu/&lt;/a&gt; &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;หากท่านมีคำถามเกี่ยวกับ PBL, ท่านสามารถติดต่อผ่านอีเมลล์ไปที่ Bob Benoit of the Butte County Office of Education at &lt;a href="mailto:bbenoit@bcoe.butte.k12.ca.us"&gt;bbenoit@bcoe.butte.k12.ca.us&lt;/a&gt;. Bob เป็นผู้นำโครงการ PBL ครอบคลุมโรงเรียนระดับมัธยมหกแห่งและครูร่วมจำนวน ๓๐ คนตลอดระยะเวลา ๔ ปีที่ล่วงมาแล้ว &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;เอกสารอ้างอิงที่คัดสรรแล้ว &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;หนังสืออ้างอิง&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;br /&gt;Barrows, H. (1994) Practice-Based Learning: Problem-Based Learning Applied to Medical Education. Springfield, Il: Southern Illinois University School of Medicine &lt;/li&gt;&lt;li&gt;Barrows, H. (1985) Designing a Problem Based Curriculum for the Pre-Clinical years. New York: Springer Publishing Company. &lt;/li&gt;&lt;li&gt;Boud, D., Felleti, G. (1991) The Challenge of Problem-Based Learning. London: Kogan. &lt;/li&gt;&lt;li&gt;Woods, Donald R. (1994). Problem-Based Learning: How to Gain the Most from PBL. Hamilton, Ontario, Canada. Donald R. Woods, Publisher. &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;บทความอ้างอิง &lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;Barrows, Howard. See Southern Illinois University School of Medicine Homepage for an extensive list of articles published in medical journals. &lt;/li&gt;&lt;li&gt;Gallagher, S., Rosenthal, H., and Stepien, W. (1992) "The Effects of Problem-Based Learning on Problem Solving. Gifted Child Quarterly, 36(4), 195-200.&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Knoll, Jean W. (1993). "An Introduction to Reiterative PBL." Issues and Inquiry in College Learning and Teaching. Spr/Smr. 19-36 &lt;/li&gt;&lt;li&gt;Stepien, W. and Gallagher, S., and Workman, D. (1993) "Problem-Based Learning for Traditional and Interdisciplinary Classrooms." Journal for the Education of the Gifted, 16(d4), 338-357. &lt;/li&gt;&lt;li&gt;Stepien, W. and Gallagher, S.A. (1993). "Problem-based Learning: As Authentic as it Gets." Educational Leadership. 50(7), 25-8 &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;แหล่งข้อมูลของ the SCORE pages ได้รับการประเมินแล้วจากกลุ่มผู้นำทางประวัติศาสตร์-สังคม ในมลรัฐ California &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;แหล่งข้อมูลจาก..&lt;a href="http://score.rims.k12.ca.us/classact.html" target="_blank"&gt;the SCORE Internet Classrooms Page&lt;/a&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ข้อเสียเปรียบของ PBL&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ความสำเร็จในการศึกษา &lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;นักวิชาการบางท่าน สงสัยความสามารถของนักเรียนแบบ PBL ในเรื่องทักษะการใช้เหตุผลและการทำงานเป็นกลุ่ม เกี่ยวกับเรื่องนี้ เป็นการมุ่งเน้นไปที่การเรียนรู้แบบ PBL ซึ่งมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะ แต่คะแนนผลสัมฤทธิ์ในการศึกษามักมีผลตอบสนองโดยตรงสูงสำหรับการเรียนรู้แบบเดิม เมื่อมีการนำแบบการทดสอบมาตรฐานมาใช้ แต่จะไม่สนองตอบเลยกับวิธีการต่างๆหรือการทดสอบที่ไม่เป็นแบบฟอร์มตามมาตรฐานเดิม (Vernon &amp; Blake, 1993). ซึ่งการวัดแบบใหม่นี้รวมไปถึงการวัดความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถของทักษะเฉพาะตน ความสัมพันธ์ของกลุ่ม ความสามารถในการใช้เหตุผล ความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ในทางกลับกัน การสอนแบบเดิมจะมีผลดีกว่า ในแง่การเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ที่ครอบคลุมเนื้อหาทั่วไป (Albanese &amp;amp; Mitchell, 1993, Vernon, 1995) ในการประเมินผลความรู้ทั่วไป แม้ว่าระบบ PBL จะมีส่วนลดระดับการเรียนรู้ที่ต่ำกว่า แต่มันจะดีขึ้นในระยะยาวหากคงระบบนี้เอาไว้ได้ (Farnsworth, 1994) &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ความต้องการเรื่องเวลา &lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;แม้ว่านักเรียนส่วนมากชอบการเรียนรู้แบบ PBL และมีความสามารถในการแก้ปัญหาในชีวิตจริงเพิ่มมากกว่าการเรียนรู้แบบเดิม แต่ครูๆก็ไม่ค่อยแซ่ซ้องและสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงไปสู่แนวทางนี้เท่าไรนัก ประโยชน์ที่ยังไม่เห็นได้ชัดของการเรียนรู้แบบ PBL หรืออาจเป็นข้ออ่อนด้อย เป็นเพราะการต้องการเวลาให้กับทางคณะวิชาในการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนด้วย (Delafuente, Munyer, Angaran, &amp; Doering, 1994; Vernon, 1995), ให้เวลาการเตรียมวัสดุการสอนและเนื้อหาของวิชา และการยอมให้ลดเนื้อหาวิชาที่ไม่จำเป็นออกไปด้วย &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;บทบาทของนักเรียน &lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ปัญหาที่คาดไม่ถึงของการเรียนรู้แบบ PBL คือการเปลี่ยนแปลงทัศนะคติของนักเรียนแบบเดิมๆ ซึ่งนักเรียนส่วนมากยังมีทัศนะคติที่หวังว่าครูของพวกเขาเป็นผู้ให้ความรู้ แนวทางของเนื้อหาวิชาซึ่งยังขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของผู้สอนเป็นสำคัญ และมีความทรงจำแบบเดิมๆที่จำกัดเป็นความต้องการของนักเรียนด้วย นักเรียนส่วนมากสูญเสียความสามารถเพราะ “ความสงสัยในบางสิ่งเอาง่ายๆ” (Reithlingshoefer, 1992) ปัญหานี้ปรากฏสำหรับนักเรียนปีแรกๆ ซึ่งแสดงบทได้ยากในการเป็นผู้กำหนดการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Schmidt, Henny, &amp; de Vries, 1992) &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;บทบาทของครู &lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ครูในหลักสูตรแบบ PBL ต้องการ การเปลี่ยนแปลงวิธีการสอนจากแบบเดิมๆในการบรรยาย การปรึกษาสนทนา และต้องขอร้องนักเรียนให้จดจำเรื่องราวสำหรับการทดสอบ กล่าวคือ ในระบบการเรียนรู้แบบ PBL ครูต้องเป็นผู้สนับสนุนมากกว่าการเป็นผู้แพร่การให้ข้อมูล เช่น ครูควรมุ่งเน้นที่ความเอาใจใส่กับการตั้งคำถามของนักเรียน สนใจในเรื่องตรรกะและความเชื่อของพวกเขา แนะนำเหตุผลและชี้ข้อบกพร่อง บอกแหล่งการค้นคว้าให้กับนักเรียน และการควบคุมให้นักเรียนทำงานสม่ำเสมอ บทบาทของครูเช่นนี้ มีความแตกต่างสำหรับครูบางคน ผู้ซึ่งยากจะเปลี่ยนบทบาทจากที่ตนเคยชินมาก่อนนี้ &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาที่เหมาะสม&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;div align="justify"&gt;การได้มาของคำถามที่เหมาะๆนั้น เป็นเรื่องยากสำหรับการเรียนรู้แบบ PBL ปราศจากเรื่องปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนแล้ว นักเรียนจะไม่พบแนวทางการเข้าถึงการแก้ปัญหาได้เลย หรือมีโอกาสที่จะได้ศึกษาข้อมูลที่สำคัญๆ ในการศึกษาที่ต้องการสหสัมพันธ์ระหว่างแนวทางการศึกษากับวัตถุประสงค์ของคณะวิชา ซึ่งมักพบว่านักเรียนไม่อยู่ในร่องรอยเสมอไป และวัตถุประสงค์บางอย่างถูกละเลยไป (Dolmans, Gijselaers, &amp;amp; Schmidt, 1992) มีการตรวจพบว่าถ้านักเรียนเฉไฉออกนอกแนวการค้นหาคำตอบที่คาดไว้ และครูไม่ชี้นำให้กลับมาได้แล้วละก้อ พวกเขาจะไม่ได้รับสาระสำคัญของวิชาได้เลย (Mandin, 1995) &lt;/div&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การประเมินผลนักเรียน &lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;การเรียนรู้แบบ PBL แตกต่างจากการสอนแบบเดิมในหลายอย่าง ดังนั้นความสัมฤทธิ์ผลชองการเรียนอาจวัดผลได้ดีกว่า โดยการใช้วิธีการประเมินที่แตกต่างออกไป วิธีการเหล่านี้ หมายรวมถึงการเขียนตอบข้อสอบ การสอบทางปฏิบัติ การสร้างแบบแผนความคิด การประเมินผลทั้งของกลุ่มและแบบอิสระ การประเมินผลที่เป็นการช่วยเหลือของครูที่ปรึกษา การพูดเสนอผลงาน การเขียนรายงาน เป็นต้น สำหรับรายละเอียดอื่นในการประเมินผลลักษณะนี้ สามารถหาอ่านในเอกสารอ้างอิงท้ายบทความนี้ &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เอกสารอ้างอิง &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;Albanese, M., &amp; Mitchell, S. (1993). Problem-based learning: A review of the literature on its outcomes and implementation issues. Academic Medicine. 68(1), 52-81.Delafuente, J. C., Munyer, T. O., Angaran, D. M., &amp;amp; Doering, P. L. (1994). A problem solving active learning course in pharmacotherapy. American Journal of Pharmaceutical Education. 58(1), 61-64.Dolmans, D. H., Gijselaers, W. H. &amp; Schmidt, H. G. (1992, April). Do students learn what their teachers intend they learn? Guiding processes in problem-based learning. Paper presented at the meeting of the American Educational Research Association, San Francisco, CA.Farnsworth, C. C. (1994). Using computer simulations in problem-based learning. In M. Orey (Ed.), Proceedings of the Thirty-fifth ADCIS Conference (pp. 137-140). Nashville, TN: Omni Press.Reithlingshoefer, S. J. (Ed.), (1992). The future of Nontraditional/Interdisciplinary Programs: Margin or mainstream? Selected Papers from the Tenth Annual Conference on Nontraditional and Interdisciplinary Programs, Virginia Beach, VA, 1-763.Mandin, H., Harasym, P., and Watanabe, M. (1995). Developing a "clinical presentation" curriculum at the University of Calgary. Academic Medicine, 70(3), 186-193.Schmidt, H. G., Henny, P. A., &amp;amp; de Vries, M. (1992). Comparing problem-based with conventional education: A review of the University of Limburg medical school experiment. Annals of Community-Oriented Education, 5, 193-198.Vernon, D.T. (1995). Attitudes and opinions of faculty tutors about problem-based learning. Academic Medicine, 70(3) 216-223.Vernon, D.T. &amp; Blake, R.L. (1993). Does problem-based learning work? A meta-analysis of evaluative research. Academic Medicine, 68(7) 550-563. &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นพื้นฐาน (ต่อ) &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เป็นความมุ่งหมายอีกแบบหนึ่งของการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหาและการแสวงหาความรู้ แนวคิดนี้เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ที่ใช้การสืบสวนสอบสวนหรือการวิจัยเป็นพื้นฐาน (inquiry-based) ด้วย คือในกรณีที่ผู้เรียนกำลังดำเนินการกำหนดหรือสร้างปัญหาในขณะนั้น ดูรายละเอียดในเว็บไซท์ดังต่อไปนี้..... &lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://score.rims.k12.ca.us/problearn.html" target="_blank"&gt;Problem-Based Learning&lt;/a&gt; - Schools of California &lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://www.pbli.org/" target="_blank"&gt;Problem-based Learning&lt;/a&gt; - Southern Illinois School of Medicine &lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://www.imsa.edu/team/cpbl/" target="_blank"&gt;Center for Problem-Based Learning&lt;/a&gt; - Math and Science &lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://www.tecweb.org/eddevel/reform12.html" target="_blank"&gt;Problem-based Learning&lt;/a&gt; - Technology and Systemic Education Reform &lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://www.grian.com/pblpage/pbl1.html" target="_blank"&gt;Problem-Based Learning&lt;/a&gt; - Grian's Approach &lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://www.mcli.dist.maricopa.edu/pbl/sources.html" target="_blank"&gt;PBL Archives&lt;/a&gt; &lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://pathfinder.esu2.k12.ne.us/ashland/problem.htm" target="_blank"&gt;Problem-based Learning Examples&lt;/a&gt; &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นพื้นฐานและแบบโครงการณ์&lt;br /&gt;(Problem-Based Learning and Project-Based Learning) &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;จากการช่วยเหลือของ ICT (-Assisted Project-Based Learning and Problem-Based Learning) ได้เพิ่มมิติใหม่ของการเรียนคณิตศาสตร์ ในด้วยวิธีการแบบ “การคงไว้และส่งต่อ” (stand and deliver) และ “โดยตนเองอย่างอิสระ” (individual seat work)&lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ทั้งสองลักษณะในการเรียนรู้แบบโครงการณ์และการใช้ปัญหาเป็นพื้นฐานในการเรียน มีลักษณะทั่วไปร่วมกัน แต่มีลักษณะที่ต่างกันสองลักษณะคือ ในการเรียนรู้แบบโครงการณ์ ผู้เรียนมีส่วนสำคัญในการควบคุมโครงการณ์ที่พวกเขาทำและจะทำในโครงการณ์นั้นๆ โครงการณ์อาจะหรือไม่กำหนดปัญหาชัดเจนโดยผู้สอน ผู้เรียนอาจกระทำโดยอิสระหรือเป็นกลุ่มในพัฒนาการแก้ปัญหาของโครงการณ์ในช่วงเวลาที่ตกลงกัน แนวสอนแบบนี้ใช้กันมากในการศึกษาสถาปัตยกรรม บริหารธุระกิจ แพทย์ ในบางสถานะการณ์ “กรณีตัวอย่าง” เป็นวิธีที่เน้นและได้ประโยชน์สำหรับการสอนและการเรียน &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ของปี 2001, ผู้เขียนได้จัดเตรียมการอบรมปฏิบัติการ (ICT-Assisted PBL workshop) ใช้เวลาวันครึ่งให้กับคณะวิชาในเมือง Montana มลรัฐ Wyoming มีเว็บไซท์ที่รายงานไว้ที่ ..&lt;a href="http://darkwing.uoregon.edu/~moursund/PBL/" target="_blank"&gt;http://darkwing.uoregon.edu/~moursund/PBL/&lt;/a&gt; &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ในส่วนต่อไปของบทความนี้ เป็นการสรุปสั้นๆเรื่องการสนับสนุนการเรียนรู้แบบโครงการณ์ (ICT-Assisted Project-Based Learning) ทั่วๆไป ที่ไม่เป็นเพียงเฉพาะเพื่อการศึกษาคณิตศาสตร์เท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การเรียนรู้แบบโครงการณ์&lt;br /&gt;Project-Based Learning &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;คำจำกัดความ: &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การเรียนรู้แบบโครงการณ์ คือ กิจกรรมอิสระหรือกลุ่มที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง สร้างผลงาน การนำเสนอ และการดำเนินงาน มีเงื่อนไขเวลา ระยะเวลา และการประเมินผลเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการให้โครงการณ์บรรลุได้ &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การเรียนรู้แบบโครงการณ์มีส่วนร่วมทั่วไปกับกระบวนการเขียน พื้นฐานของกระบวนการเขียน ที่สอนกันในสหรัฐอเมริกา เจริญรอยตามแบบการเขียนของ the Bay Area Writers Project circa 1975. กระบวนการเขียนประกอบด้วยเรื่องราวหกประการ คือ: &lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;การระดมความคิด--brainstorming &lt;/li&gt;&lt;li&gt;การจัดการความคิดที่ระดมมา--organizing the brainstormed ideas &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ปรับปรุงร่างที่เขียน--developing a draft &lt;/li&gt;&lt;li&gt;รับการสำรวจย้อนหลัง--obtaining feedback&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การแก้ไขซึ่งอาจย้อนไปในขั้นตอนแรกๆ--revising, which may involve going bask to earlier steps &lt;/li&gt;&lt;li&gt;จัดพิมพ์--publishing &lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ต่อไปนี้เป็นมโนทัศน์ทั่วไปที่เกี่ยวกับการเรียนรู้แบบโครงการณ์ &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เป็นลักษณะที่ใช้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ผู้เรียนมีเสียงสำคัญในการเลือกขอบเขตของเนื้อหาและธรรมชาติของโครงการณ์ที่พวกเขาจะดำเนินการ เน้นในเรื่องความเข้าใจของผู้เรียนสำหรับโครงการณ์นั้นเป็นสำคัญ เช่นความเข้าในเรื่อง อะไรที่จะทำ? ทำไมจึงจำเป็น? และจะให้บรรลุผลอย่างไร? เป็นต้น จริงๆแล้ว ผู้เรียนต้องร่วมสร้างเป้าหมายต่างๆ เพื่อไปถึงและให้บรรลุเป้าหมายนั้นด้วย ลักษณะที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้แบบโครงการณ์มีส่วนเกี่ยวข้องสำคัญ ในเรื่องสิ่งเร้าใจและความตื่นตัวของผู้เรียน การทำให้เกิดสิ่งเร้าและความกระตือรือร้นกับผู้เรียนในระดับสูงๆ เป็นการสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความสัมฤทธิ์ผลในการเรียนรู้แบบโครงการณ์ นี้ &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ในแง่ของผู้เรียนสำหรับวิธีการเรียนรู้แบบนี้: &lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;คือความเป็นศูนย์กลาง และการมีสิ่งเร้าหรือจูงใจของผู้เรียน &lt;/li&gt;&lt;li&gt;สนับสนุนในเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ให้ผู้เรียนสามารถผลิตผลงาน การนำ หรือสามารถดำเนินงานได้ &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ยินยอมให้มีการเพิ่มพูนและพัฒนาการอย่างต่อเนื่องสำหรับ ผลงาน การนำเสนอ หรือการดำเนินการ &lt;/li&gt;&lt;li&gt;เป็นการออกแบบเพื่อให้ผู้เรียนมีส่วนใน “การกระทำจริงๆ-- doing” มากกว่า “การเรียนเฉยๆ-- learning about” สำหรับบางสิ่งบางอย่าง &lt;/li&gt;&lt;li&gt;เป็นความท้าทาย ที่เน้นการมีทักษะระดับสูงเป็นสำคัญ &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ในแง่ผู้สอนสำหรับวิธีการเรียนรู้แบบโครงการณ์: &lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;มีเนื้อหาและจุดมุ่งหมายที่เป็นของจริง &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ประโยชน์ที่ได้จากของจริงแท้ๆ &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ผู้สอนในบทบาทผู้ช่วยเหลือ—โดยทำหน้าที่เป็น “ผู้ชี้ทาง-- guide on the side” มากกว่า “ผู้บงการ--sage on the stage” &lt;/li&gt;&lt;li&gt;มีเป้าหมายการศึกษาที่ชัดเจนตรวจสอบได้. &lt;/li&gt;&lt;li&gt;เป็นรากฐานในแบบโครงสร้างนิยม (ตามอย่างทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม) &lt;/li&gt;&lt;li&gt;เป็นการออกแบบเพื่อผู้สอนจะเป็นผู้ได้เรียนรู้ด้วย &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ผู้สอนมีบทบาทสำคัญในการวางเป้าหมายของโครงการณ์ &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ผู้สอนและผู้เรียนประเมินผลร่วมกัน &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ผู้สอน ผู้เรียน และผู้อื่น อาจช่วยกันในการประเมินผล (ขั้นสุดท้าย) &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ผู้สอนเป็น “ผู้ชี้ทาง” มากกว่า “ผู้บงการ” &lt;/li&gt;&lt;li&gt;การแก้เงื่อนปม เกิดจากความร่วมมือของผู้สอนและผู้เรียน จะช่วยได้ในเรื่อง การประเมินด้วยตนเอง ประเมินโดยกลุ่ม การประเมินโดยผู้สอน และการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญอื่นภายนอก &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ในแง่นักค้นคว้า การเรียนรู้แบบนี้สนับสนุนงานในลักษณะที่เป็น: &lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;โครงสร้างนิยม--Constructivism &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ทฤษฎีแรงจูงใจ--Motivation Theory &lt;/li&gt;&lt;li&gt;เรียนรู้จากการสืบสวนและค้นพบเอง--Inquiry &amp;amp; Discovery-Based Learning &lt;/li&gt;&lt;li&gt;เรียนรู้ร่วมกัน--Cooperative Learning &lt;/li&gt;&lt;li&gt;แก้ปัญหาทั้งอิสระและร่วมกัน--Individual &amp; Collaborative Problem Solving &lt;/li&gt;&lt;li&gt;เป็นการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นพื้นฐานด้วย--Problem-Based Learning &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;การเรียนรู้โดยใช้การสืบสวนสอบสวน(หรือการวิจัย)เป็นพื้นฐาน&lt;br /&gt;(&lt;a href="http://www.wnet.org/wnetschool/concept2class/month6/" target="_blank"&gt;Inquiry-based Learning&lt;/a&gt;) &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่เน้นที่ผู้เรียนเป็นหลัก หรือแนวคิดอีกแบบที่เน้นการเรียนรู้โดยเกี่ยวข้องกับ การตั้งคำถามหรือกำหนดสมมติฐาน การคิดเชิงวิพากษ์ด้วยเหตุและผล (critical thinking) และการแก้ปัญหาเป็นพื้นฐานที่สำคัญ เป็นการประสานรวมกันในเชิงมโนทัศน์ที่ว่า “เกี่ยวข้องกับตัวฉันและฉันเข้าใจ” ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในในเว็บไซท์ดังต่อไปนี้... &lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://www.zoology.duke.edu/cibl/inquiry/what_is_inquiry.htm" target="_blank"&gt;What Do We Mean By Inquiry?&lt;/a&gt; ตรวสอบคำจำกัดความของการสืบสวน&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://www.wnet.org/wnetschool/concept2class/month6/" target="_blank"&gt;Inquiry-based Learning&lt;/a&gt;. ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ของการสืบสวน หรือการเรียนรู้แบบสืบสวน (inquiry-based learning) &lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://inquiry.uiuc.edu/index.php3" target="_blank"&gt;The Inquiry Page&lt;/a&gt;. เน้นที่แบบจำลองของการเรียนรู้แบบสืบสวน บนปรัชญาที่ว่าการเรียนรู้เริ่มด้วยคำถาม หรือการตั้งคำถาม การตรวจสอบค้นหา การสร้างสรรค์ การสนทนา และย้อนรอย เพื่อค้นหาให้ได้องค์ความรู้ของตนเอง &lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://www.bsu.edu/burris/iwonder/" target="_blank"&gt;Inquiry-based Learning and Teaching&lt;/a&gt;. เป็นโครงการณ์ที่เน้นวิทยาศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ มีตัวอย่างโครงการศึกษาที่ดี เช่นการตรวจศึกษาอายุและพันธ์ต้นไม้-- &lt;a href="http://www.bsu.edu/burris/iwonder/realities/activities/ctr.html" target="_blank"&gt;tree ring&lt;/a&gt; and &lt;a href="http://www.bsu.edu/burris/iwonder/realities/activities/spec.html" target="_blank"&gt;species&lt;/a&gt; &lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://www.exploratorium.edu/IFI/about/inquiry.html" target="_blank"&gt;Exploratorium: Inquiry&lt;/a&gt;. ให้ข้อมูลทั่วไปของการเรียนรู้แบบสืบสวน ควรดูที่ตัวโครงการณ์--&lt;a href="http://www.exploratorium.edu/" target="_blank"&gt;projects&lt;/a&gt;.&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://edweb.sdsu.edu/webquest/webquest.html" target="_blank"&gt;The Webquest Page&lt;/a&gt;. Bernie Dodge ปรับปรุงแนวคิดการสืบสวนเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ ผสมผสานกับการใช้ปัญหาเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ร่วมกัน &lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://www.teach-nology.com/currenttrends/inquiry/" target="_blank"&gt;Teach-nology Inquiry Links&lt;/a&gt;. ให้ข้อมูลเริ่มต้นเป็นการเพิ่มเติมความเข้าใจยิ่งขึ้น &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;อะไรคือรูปแบบการเรียนรู้ที่ใช้การสืบสวนเป็นพื้นฐาน? &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;มีภาษิตเดิมกล่าวว่า "ถ้าบอกฉันๆจะลืม แต่ถ้าแสดงให้ฉันเห็นฉันจะจำได้ และถ้าเอาตัวฉันเข้าไปเกี่ยวข้องฉันจะยิ่งเข้าใจ" คำกล่าวส่วนหลังของภาษิตนี้คือหลักการสำคัญของการเรียนรู้แบบใช้การสืบสวนเป็นพื้นฐาน คือการสืบสวนจะมีส่วนร่วมในการนำไปสู่ความเข้าใจในสิ่งที่กำลังเรียนรู้ (Joe Exline) นอกเหนือจากนั้นยังเกี่ยวข้องกับการเพิ่มทักษะและทัศนะคติ ที่ทำให้เรายอมรับกับคำถามและเรื่องราวในการสร้างความรู้ใหม่ๆด้วย &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;"Inquiring-การสืบสวนหรือไต่ถาม" หมายถึง "การสืบค้นหาความจริง ข้อมูล หรือความรู้อย่างหนึ่ง --การสืบค้นหาข้อมูลจากการตั้งคำถาม" แต่ละคนใช้กระบวนการสืบสวนไต่ถามกันมาตลอดในการดำเนินชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย แม้ว่าจะไม่ตระหนักในกระบวนนี้ก็ตาม ทารกรู้จักโลกด้วยการสร้างความรู้สึกจากการสืบสวนหรือไต่ถาม ตั้งแต่เกิดก็เริ่มสังเกตใบหน้าคนที่อยู่ใกล้ ไขว่คว้าสิ่งของนำเอาใส่ปาก และส่งเสียงร้อง กระบวนการสืบสวนเริ่มด้วยการรวบรวมข้อมูลเพื่อสนองตอบเป็นความรู้สึกสำหรับมนุษย์ –การมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส ลิ้มรส และยิ้มแย้ม&lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;บริบทของการสืบสวน &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;โชคร้ายที่ระบบการศึกษาปกติไม่ใส่ใจวิธีการส่งเสริมกระบวนการสืบสวนที่เป็นธรรมชาตินี้ ผู้เรียนลดทอนการตั้งคำถามลงทุกครั้งที่เลื่อนขั้นการเรียนรู้ ในโรงเรียนทั่วไป ผู้เรียนเอาแต่ฟังและจดจำคำตอบที่หวังไว้มากกว่าการตั้งคำถามที่ควรมีมากมาย &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;สิ่งบั่นทอนกระบวนการสืบสวนบางอย่าง มาจากการขาดความเข้าใจเกี่ยวกับความลึกซึ้งในธรรมชาติของของการเรียนรู้ที่ใช้การสืบสวนเป็นพื้นฐาน ซ้ำร้ายมีแนวโน้มที่เป็นการเรียนรู้ที่ “เลื่อนลอย” ไร้ทิศทาง ทั้งๆที่ผลดีของการสืบสวนมีมากกว่าแค่การตั้งคำถามเท่านั้น กระบวนการนี้ยังซับซ้อนไปถึงการปรับข้อมูลให้เป็นประโยชน์กับความรู้อีกด้วย ประโยชน์ของการนำการเรียนรู้แบบสืบสวนไปใช้ประโยชน์ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่นอีกมากมาย เช่น บริบท(สิ่งเกี่ยวข้องทั้งหมด)ของคำถาม กรอบสำหรับคำถาม หรือประเด็นเฉพาะเจาะจงของคำถาม และความแตกต่างของระดับคำถาม เป็นต้น การออกแบบการเรียนรู้แบบสืบสวนที่ดี ต้องผลิตรูปแบบความรู้ที่นำไปใช้ให้ได้อย่างกว้างขวาง ในทางปฏิบัติ &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ความสำคัญของการสืบสวน &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การจดจำข้อเท็จริงหรือข้อมูลไม่ใช่ทักษะที่สำคัญที่สุดในสถานะการณ์ของโลกในปัจจุบัน ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป และข้อมูลใหม่เกิดขึ้นมากมาย –ความต้องการที่จำเป็นคือ ความเข้าใจในเรื่องการคัดสรรข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้อย่างไรจากแหล่งรวมที่มีอยู่อย่างมากมายมหาศาล &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;นักการศึกษาต้องตระหนักว่า โรงเรียนต้องก้าวล่วงเลยไปจากการสะสมข้อมูล และเคลื่อนไปสู่การสร้างความรู้ที่ใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง. . .ด้วยกระบวนการที่สนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสวน ในอดีตความเจริญของประเทศชาติ ขึ้นอยู่กับแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่มี แต่ปัจจุบันนี้ ต้องอาศัยแรงงานที่เป็นแรงงานที่มีประสิทธิภาพและ “ความเฉลียวฉลาด” ที่มากกว่า&lt;br /&gt;ด้วยกระบวนการสืบสวน แต่ละคนจะสร้างความเข้าใจที่หลากหลายสำหรับมนุษย์และโลกปัจจุบันได้ การสืบสวนหมายรวมถึง “ความจำเป็น และความต้องการที่จะรู้” เป็นพื้นฐาน การสืบสวนไม่มุ่งแค่เพื่อการค้นหาคำตอบที่ถูกต้องเท่านั้น –เพราะมันไม่มีให้หา –แต่ต้องสืบค้นคำตอบใหม่ให้เหมาะสมสำหรับแต่ละคำถาม และในแต่ละเรื่องที่ศึกษา สำหรับนักการศึกษา การสืบสวนเน้นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงทักษะในการสืบสวน และการปรับแต่งทัศนะคติและความคุ้นเคยเดิมที่เป็นนิสัยของแต่ละคนเสมอๆ ถ้าจะต้องตั้งคำถามสำหรับแสวงหาความรู้ที่จะต้องมีกันไปตลอดชีวิต &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;โดยสาระของแบบแผนหรือวินัยต่างๆนั้นสำคัญ แต่เป็นแค่เครื่องมือไม่ใช้ผลผลิตสุดท้าย ความรู้ที่ขึ้นอยู่กับการจัดตั้งให้เป็นแบบแผนหรือมีวินัยย่อมต้องมีการขยายและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ยังไม่เคยมีใครเรียนรู้การก่อกำเหนิดและตรวจสอบความรู้ทั้งหมด แต่ทุกคนสามารถปรับปรุงทักษะและทัศนะคติที่จำเป็นต่อการสืบสวนต่อๆไปได้ตลอดชีวิต สำหรับการศึกษายุคใหม่ ทักษะและความสามารถในการเรียนรู้ให้ได้อย่างต่อเนื่อง จะเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุด เหตุผลว่าทำไมจึงจำเป็น จะอธิบายไว้ตามแผนภูมิข้างล่างนี้ &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgO3ZK7OR2I/AAAAAAAAAVw/Zulez_8MbPY/s1600-h/Image251.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5045077650642454370" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgO3ZK7OR2I/AAAAAAAAAVw/Zulez_8MbPY/s200/Image251.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;แผนภูมินี้ปรับปรุงขึ้นโดย Joe Exline แสดงถึงสังคมและบุคคลในสังคมมั่นสร้างและถ่ายเทกองทุนแห่งความรู้ ( fund of knowledge) &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ผู้ชำนาญการจะมุ่งทำงานระหว่างขอบเขตของความรู้ที่รู้แล้วกับความรู้ที่ยังไม่รู้ เพื่อเป็นการเพิ่มพูนกองทุนของความรู้อย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่สำคัญคือ ความรู้สามารถถ่ายเทไปสู่สมาชิกของสังคมทั้งหมดได้ การถ่ายเทความรู้เกิดขึ้นในโรงเรียน ในครอบครัว และในสถานที่ฝึกหัดอบรมต่างๆ &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ประโยชน์ที่แน่นอนเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างและถ่ายเท เพื่อเป็นกองทุนความรู้อย่างได้ผล ประโยชน์ซึ่งผู้ชำนาญการเคยใช้สร้างความรู้ใหม่ จะคล้ายคลึงกับปริมาณของการถ่ายเทความรู้อย่างได้ผลที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมของผู้เรียน ต่อไปนี้คือผลที่เกิดจากการเรียนรู้แบบสืบสวน &lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ผู้ชำนาญการเห็นแบบแผนและความหมายที่ซึ่งผู้เรียนไม่เห็น &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ผู้ชำนาญการมีความรู้ลึกซึ้งในสาขาวิชาของตน มีโครงสร้างวิชาการที่เป็นประโยชน์ที่สุด &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ความรู้ของผู้ชำนาญการไม่ใช่แค่จำนวนข้อเท็จจริง –แต่เป็นโครงสร้างที่สามารถเข้าถึงได้ โยกย้าย และนำไปใช้ประโยชน์ได้ในหลายสถานะการณ์ &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ผู้ชำนาญการสามารถนำความรู้กลับมาใช้และเรียนรู้ข้มูลใหม่ที่เกิดขึ้นในสาขาของตนได้อย่างง่ายดาย &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;(รายการข้างต้นปรับปรุงมาจาก "&lt;a href="http://www.thirteen.org/edonline/concept2class/w6-resources.html#bransford" target="_blank"&gt;How People Learn&lt;/a&gt;," จัดพิมพ์ขึ้นโดย the National Research Council ในปี 1999.) &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgO3Za7OR3I/AAAAAAAAAV4/j7z-apWIvM8/s1600-h/Image252.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5045077654937421682" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgO3Za7OR3I/AAAAAAAAAV4/j7z-apWIvM8/s200/Image252.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;แผนภูมิบนนี้ปรับปรุงโดย Joe Exline แสดงสิ่งจำเป็นและได้รับจากการสร้างและถ่ายเทอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับกองทุนแห่งความรู้ &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เราเสนอว่าผลสำเร็จที่เกิดขึ้นกับผู้ชำนาญการในการสร้างและถ่ายเทความรู้สำหรับกองทุนความรู้นั้นเกิดจากการเรียนรู้แบบสืบสวนที่มีประสิทธิภาพ เพราะการสืบสวนสำหรับในการสร้างและถ่ายทอดความรู้ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการศึกษา เพราะทำให้กองทุนความรู้เพิ่มขยายมากขึ้น แผนภูมิข้างล่างแสดงให้เห็นว่า ทำไมจึงพยายามที่จะถ่ายทอด “อะไรที่เรารู้” ถ้ามันเป็นไปได้ มันจะเป็นการให้ผลประโยชน์มากขึ้นในระยะยาว นี่คือสาเหตุทำไมโรงเรียนต้องเปลี่ยนแปลงจาก “สิ่งที่เรารู้” ไปสู่การเน้นที่ “เรารู้สิ่งนั้นได้อย่างไร” &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgO3Za7OR4I/AAAAAAAAAWA/19WX-SO-w0s/s1600-h/Image253.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5045077654937421698" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgO3Za7OR4I/AAAAAAAAAWA/19WX-SO-w0s/s200/Image253.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;แผนภูมินี้ปรับปรุงขึ้นโดย Joe Exline แสดงถึงความรู้ขยายเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมออย่างไรจากขอบเขตที่ไม่เคยรู้มาก่อน &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ประสิทธิภาพของการศึกษาแบบครอบคลุม (well-rounded) ให้ความแตกต่างกับบุคคลแต่ทว่ามีสัมพันธ์กับโลกที่เป็นจริง ทุกแบบแผนและระเบียบวิธีมีความสัมพันธ์ต่อกันเป็นสำคัญ ให้กรอบที่เป็นธรรมชาติและมีประสิทธิภาพในการจัดการหลักสูตรของโรงเรียน ดังที่แสดงไว้ในแผนภูมิข้างล่าง เรื่องของระเบียบวิธีต่างๆสามารถจัดเป็นกลุ่มในกรอบของบริบทกว้างๆ (conceptual framework) กรอบนี้สำคัญสำหรับความเข้าใจที่เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งสำหรับการจัดการแบบแผนของวิธีการและการนำไปใช้ในธรรมชาติและโลกที่เป็นจริงของมนุษย์ &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgO3Zq7OR5I/AAAAAAAAAWI/RSjxuR7ZFtE/s1600-h/Image254.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5045077659232389010" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/RgO3Zq7OR5I/AAAAAAAAAWI/RSjxuR7ZFtE/s200/Image254.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;แผนภูมิปรับปรุงขึ้นโดย Joe Exline แสดงทักษะในการประมวลข้อมูลในแบบแผนต่างๆที่คล้ายคลึงกัน &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ความเคยชิน คุณค่า และ “กฎเกณฑ์พื้นฐาน” เป็นแบบแผนเฉพาะให้มุมมองที่เด่นชัดและครอบคลุม ในสาขาวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างเช่น ความต้องการข้อมูลที่ชัดเจน ขณะที่ในสาขาวรรณกรรม ต้องการความคิดเห็นและการตีความจากแหล่งข้อมูล ความเคยชินในใจ ผันแปรตามความเคร่งครัดในแบบแผนของวิชาที่ต่างกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิด หากแต่เป็น “กฎเกณฑ์พื้นฐาน” ที่แตกต่างกัน &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การประยุกต์ใช้การสืบสวน &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;มีความคิดและการค้นคว้ามากมายเกียวกับบทบาทของการสืบสวน ที่ควรเป็นอย่างไรในการศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์ แต่การเรียนรู้แบบสวบสวนก็สามารถนำไปใช้ในทุกสาขาอื่นๆได้ เพราะบุคคลต้องการการมองโลกในหลายๆแง่มุมต่างๆ ในแง่มุมที่เป็นรูปแบบทางศิลปะ ทางวิทยาศาสตร์ ทางประวัติศาสตร์ ทางเศรษฐกิจ เป็นต้น ขณะทุกสาขาควรมีความเชื่อมโยงกัน การเรียนรู้แบบสืบสวนจะรวมการประยุกต์กับ “กฎตายตัว” เฉพาะในของทุกสาขา เพื่อแน่ใจว่าตรงกับการมองโลกแบบองค์รวมของทุกสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกัน &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ผลผลิตของการสืบสวน &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ผลของการสืบสวนที่สำคัญ ควรเป็นความรู้ที่เป็นประโยชน์ เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและมนุษย์ในโลกของความเป็นจริง เช่นโลกประกอบกันขึ้นอย่างไร? มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร? และเราจะสื่อสารกับมัน ทั้งภายในและข้ามกันระหว่างโลกต่างๆได้อย่างไร? แม้เป็นแนวคิดที่กว้างแต่มีเนื้อเรื่องสำคัญและคำถามแน่ชัดเหล่านี้ แต่ละคนจะต้องประสบกันตลอดชีวิต อีกทั้ง แนวคิดเหล่านี้สามารถจัดเป็นเรื่องเนื้อหาของหลักสูตรในโรงเรียน เพื่อสร้างความเกี่ยวพันธ์กับกรอบของการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพได้ การศึกษาที่เหมาะสม ควรจัดให้แต่ละคนมีวิธีมองโลกในแง่ที่แตกต่างกัน แต่สื่อสารกันได้ ครอบคลุมการตั้งคำถามที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประวันของแต่ละคนด้วย. &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่การตั้งคำถามและการแสวงหาคำตอบ เป็นสิ่งสำคัญของการสืบสวน เพราะการเกิดความรู้มีผลมาจากการตั้งคำถามและการค้นหานั้น ต้องได้รับการเครื่องช่วยเหลืออย่างมากจากแนวคิดในบริบทของการเรียนรู้ด้วย ผู้เรียนไม่ควรมุ่งเพียงสาระและผลสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของการเรียน และไม่ควรตั้งคำถามและค้นหาคำตอบที่เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ การวางระบบกิจกรรมต่างๆในการเรียนรู้แบบสืบสวน ควรเป็นชุดแนวความคิดเป็นบริบทมี่ช่วยให้ผู้เรียนสะสมความรู้ไประหว่างการเลื่อนชั้นเรียน การสืบสวนในการศึกษานั้น ควรเป็นเพื่อความเข้าใจที่ยิ่งใหญ่กับโลกที่พวกเขาอาศัยอยู่ เรียนรู้ สื่อสารและทำงานร่วมกันได้ &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;มีความผันผวนมากมายในการเรียนรู้แบบสืบสวน ที่นิยมใช้กันอยู่ เช่น โปรแกรมการแก้ปัญหาเพื่ออนาคต - Future Problem Solving Program แนวคิดการเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นพื้นฐานในการเรียน - Problem-based Learning Approach เป็นต้น &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;อ่านในบท "&lt;a href="http://www.thirteen.org/edonline/concept2class/w6-resources.html#problem" target="_blank"&gt;Resources&lt;/a&gt;" สำหรับแนวคิดเหล่านี้ &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ความแตกต่างจากแนวคิดการเรียนรู้แบบปรกติ &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;วิธีการเรียนรู้แบบปรกติเน้นเพียงแค่เนื้อสาระ ไม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางด้านทักษะและความเป็นเสมือนธรรมชาติของทัศนะคติในเรื่องการสืบสวน ระบบการศึกษาปัจจุบันเป็นแบบใช้ผู้สอนเป็นศูนย์กลาง ผู้ซึ่งเน้นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับ “อะไรที่ตนรู้” เป็นสำคัญ ผู้เรียนเป็นผู้รับข้อมูลโดยผู้สอนเป็นผู้จ่ายให้ การประเมินผู้เรียนเน้นที่ “คำตอบเดียวที่ถูกต้อง” การศึกษาปรกติเกี่ยวข้องกับการเตรียมตัวสำหรับความสำเร็จในชั้นสูงขึ้นต่อไปในโรงเรียน มากกว่าการช่วยเหลือให้เกิดการเรียนที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ห้องเรียนปรกติเป็นระบบปิด ที่ซึ่งข้อมูลมีการกรองก่อนไปถึงผู้เรียน โดยทั่วไป ประโยชน์ของแหล่งข้อมูลถูกจำกัดเกิดในโรงเรียนเท่านั้น ประโยชน์ของเทคโนโลยี เน้นการเรียนให้รู้มากกว่าการนำไปสร้างเสริมการเรียนรู้ให้ดีขึ้น การวางแผนบทเรียน ใช้เพื่อจัดการขั้นตอนต่างๆในขบวนการเรียนแค่เพียงในแต่ละชั้นเรียนเท่านั้น บนคำถามต่างๆที่เบี่ยงเบนไปจากแผนมักได้คำตอบว่า “แล้วจะมีหรือเกิดได้ทีหลัง” &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;แนวคิดการสืบสวน เน้นการใช้และเรียนรู้เนื้อหา เป็นเพียงแค่วิธีการเชื่อมโยงนำไปสู่การพัฒนาการประมวลใช้ข้อมูล และเพื่อสร้างทักษะของการแก้ปัญหาเท่านั้น ระบบจะเน้นที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ขณะที่ผู้สอนเป็นเพียงผู้ช่วยเหลือในการเรียนรู้ เป็นการเน้นที่ว่า “เรารู้มันได้อย่างไร-- how we come to know” มากกว่า “อะไรที่เรารู้--what we know “ ผู้เรียนเกี่ยวข้องกับการสร้างองค์ความรู้ผ่านการมีส่วนร่วมที่สำคัญ วิชาหรือโครงการณ์ใดที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมมากก็จะง่ายต่อพวกเขาที่จะสร้างความรู้ลึกๆได้ง่ายขึ้น การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องฝืนเมื่อมีเป้าหมายตรงกับความสนใจและสะท้อนสิ่งเป็นเสน่ห์ต่อผู้เรียน &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การประเมินผลการเรียนเน้นที่การถดถอยและเพิ่มขึ้นของทักษะไปพร้อมๆกับการเพิ่มที่ตรงเนื้อหาของความเข้าใจ การเรียนรู้แบบสืบสวนจะเกี่ยวข้องกับความสำเร็จในห้องเรียนไปพร้อมกับการเตรียมตัวเพื่อการเรียนรู้ต่อๆไปได้ตลอดชีวิต &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ห้องเรียนสำหรับการเรียนรู้แบบนี้ จะเป็นลักษณะของระบบเปิด ที่ซึ่งผู้เรียนถูกกระตุ้นให้ค้นหาแหล่งและประโยชน์ของแหล่งความรู้นอกเหนือจากที่มีภายในโรงเรียน ผู้สอนในวิธีแบบนี้จะสามารถใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงผู้เรียนกับแหล่งที่มีทั้งในประเทศและทั่วโลก ซึ่งเป็นแหล่งความรู้ที่มีสิ่งอุดมมากมาย พวกเขาจะทดแทนแผนบทเรียนเดิมด้วยแผนช่วยเหลือเพื่อการเรียนรู้ และยอมรับบางส่วนที่เอื้อต่อการเน้นผลสัมฤทธิ์เป็นสำคัญเท่านั้น ผู้สอนจะมีเป้าคำถามที่ชัดเจนว่า “ท่านจะแนะนำพวกเราอย่างไร?ในการสืบสวนคำถามนั้น” &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;อีกเรื่องที่การเรียนรู้แบบสืบสวนต้องดำเนินการ คือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการดำเนินการสืบสวน การสืบสวนไม่เพียงแค่ทำกันในห้องปฏิบัติการหรือโดยกลุ่มเท่านั้น สามารถทำได้ในการบรรยายเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนแต่ละคนคิดและตั้งคำถามได้ &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;บ่อยครั้งผู้สอนส่วนมากมักละเลยข้อเท็จจริงที่ว่า เมื่อพวกเขาพูดหรือบรรยายให้ผู้เรียนฟัง ผู้เรียนถ้าสนใจฟังก็จะเรียนรู้ทักษะการฟังและการสังเกตโดยสัมผัสได้ด้วยตนเองตามไปด้วย ถ้าผู้สอนเน้นที่ “เรารู้มันได้อย่างไร?” ด้วยการเสนอหลักฐานและข้อมูลประกอบ ก็จะกระตุ้นให้ผู้เรียนตั้งคำถาม การพูดคุยกันก็จะกลายเป็นแบบจำลองการสืบสวนตรวจสอบที่ให้อำนาจในการเรียนรู้กับผู้เรียนด้วย การประมวลเข้าด้วยกันระหว่างความหมายและการกระทำก็จะเกิดขึ้นในการบรรยาย &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างเช่น เมื่อสนทนากันถึงโครงสร้างภายในของโลก ครูมักให้ข้อมูลแก่นักเรียนถึงชื่อและขนาดของชั้นผิวโลกแต่ละชั้น หรือ ”อะไรที่เรารู้กัน” แต่สิ่งที่สำคัญที่น่าทึ่งสำหรับผู้เรียนคือ “เรารู้สิ่งนั้นได้อย่างไร” เกี่ยวกับโครงสร้างของโลกเหล่านี้ ไม่มีใครลงไปในความลึกของชั้นนั้นๆ และการพิสูจน์ด้านกายภาพเพียงการขุดคุ้นแค่เพียงผิวเปลือกเท่านั้น เพื่อพัฒนาการเรียนรู้แบบสืบสวน ครูควรอธิบายหลักฐานข้างเคียงของทางวิทยาศาสตร์ด้วย ที่สำคัญคือการส่งต่อและสะท้อนกลับของคลื่นความสั่นสะเทือนของพื้นดินที่ต่างชนิดกัน ก็อาจช่วยเสริมความเข้าใจที่เกี่ยวกับโครงสร้างของโลกชั้นในได้มากขึ้น แนวคิดนี้ทำให้ผู้เรียนมีโอกาสไใเพียงการเรียนรู้เรื่องชื่อหรือขนาดเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือเกิดการไตร่ตรองและตั้งคำถามถึงหลักฐานข้างเคียงที่เป็นธรรมชาติในทางวิทยาศาสตร์ ดังนี้ แนวคิดเรื่องการสืบสวนช่วยผู้เรียนให้เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และวิธีการทางวิทยาศาสตร์ด้วย ผู้เรียนสามารถนำวิธีการนี้ไปใช้ในสาขาอื่นๆที่ตนจะศึกษาต่อไปได้ ในขณะที่เรียนรู้และเข้าใจถึงเนื้อหาวิชานั้นในเวลาเดียวกัน &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;น่าจะเป็นการดี หากมีการสรุปความแตกต่างที่สำคัญระหว่างการเรียนรู้แบบเดิมและการเรียนรู้แบบสืบสวน ในการเรียนรู้แบบเดิม มักเน้นไปที่ “การเรียนเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ.. LEARNING ABOUT THINGS” ในขณะที่การเรียนรู้แบบสืบสวนเน้นมากกว่าที่ “การเรียนสิ่งนั้นๆโดยตรง … LEARNING THINGS” หรืออีกแง่ที่ต่างกันคือการคิดลักษณะ “อะไร… WHAT” ที่ขัดแย้งกันกับการคิด ลักษณะ “อย่างไร… HOW” &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;แล้วจะต้องทำอะไรกันบ้างในห้องเรียน? &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;โรงเรียนส่วนมากเน้นที่การสอนทักษะพื้นฐานเพื่อสนองตอบความต้องการและรับใช้สังคมทันสมัยของยุค โดยทั่วไปเจาะจงในเรื่องการรวบรวมสะสมข้อมูล ไม่เน้นทักษะที่ส่งเสริมการสืบสวนที่เป็นเรื่องธรรมชาติของจิตใจ แนวคิดนี้เหมาะสมที่นำไปใช้ในการศึกษาเมื่อประเทศประกอบด้วยสังคมชนบทและมีข้อจำกัดเรื่องฝีมือแรงงาน ในสังคมที่ทันสมัยยุคนี้เปลี่ยนแปลงเร็ว มีเครือข่ายครอบคลุมมากมาย มุ่งไปทิศทางของเทคโนโลยี และต้องการคนงานที่มีทักษะในการแก้ปัญหาและการคิดแบบวิพากษ์วิธีเชิงเหตุผล (Critical Thinking) ปัจจุบันความต้องการเรียนรู้ทักษะเหล่านี้เกิดขึ้นมากหลังการเรียนรู้ภาคบังคับในโรงเรียน โรงเรียนต้องเปลี่ยนแปลงแนวคิดเดิมๆหากต้องการให้ผู้เรียนสามารถเจริญงอกงามหรือเติบโตได้ต่อไปในโลกทันสมัยในปัจจุบัน &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การเรียนรู้ปรกติเน้นการศึกษาที่ล้าสมัย โลกเปลี่ยนแปลง การส่งไปฝึกหัดก่อนทำงานทำได้ยากขึ้น คนหนุ่มสาวต้องมีวิธีการกระทำและความคิดใหม่ๆ สังคมของเราเพิ่มขนาด มีความหลากหลายและความซับซ้อนมากขึ้น คนหนุ่มสาวต้องปรับปรุงและเข้าใจสภาพซับซ้อนของชีวิตสมัยใหม่ในปัจจุบันและต้องสามารถผนวกเรื่องของจริยธรรมเข้ากับการปฏิบัติทั้งหลายให้ได้ เราต้องให้การศึกษาเรื่องนี้แก่พวกเขา เพื่อที่พวกเขาสามารถมีส่วนร่วมและรับผิดชอบในฐานะที่เป็นสมาชิกส่วนหนึ่งของสังคมร่วมสมัยกัน พวกเขาจำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาและปรับปรุงสถานะภาพเฉพาะตนให้เพียบพร้อมโดยอิสระและปราศจากความเสี่ยงทั้งหลาย &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การเรียนรู้แบบสืบสวน สามารถเปลี่ยนข้อมูลให้กลับเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ เน้นการปรับปรุงทักษะและส่งเสริมช่วยเหลือในการปรับปรุงธรรมชาติดีๆของจิตใจที่เคยชิน ข้อมูลที่ขาดประโยชน์ของบริบทหรือคำตอบ จะมีข้อจำกัดในการนำไปใช้แม้ผ่านการตรวจสอบแล้วก็ตาม แผนการเรียนรู้และวัสดุที่ใช้ในการสอนจำเป็นต้องรวมบริบทที่เกี่ยวข้องสำหรับใช้เป็นข้อมูลใหม่เพื่อขยายความเข้าใจให้กว้างขวางยิ่งขึ้น บ่อยครั้งเป็นความยากลำบากที่ผู้เรียนจะเข้าใจความเกี่ยวข้องกันของกิจกรรมหลายแหล่ในวิชาเฉพาะหนึ่งๆ ความสับสนนี้จะมากขึ้นเมื่อผู้เรียนต้องต่อสู้เพื่อเข้าใจความเกี่ยวข้องระหว่างวิชาที่ต่างกันในโรงเรียนแบบเดิมๆทั่วไปด้วย&lt;br /&gt;หลายโรงเรียนที่เป็นแบบเดิมๆ ขาดการรวมกันและกระบวนการที่เรียบง่ายในความเชื่อมโยงกันของวัสดุหรือวิชาการระหว่างชั้น มีการเน้นการวางแผนข้ามเลยวิชาการน้อยมาก ไม่มีความพยายามที่เพียงพอให้กับการกำหนดเป้าหมายสูงสุดของการศึกษา – ทักษะและความสามารถของผู้เรียน ควรมีหรือได้รับเมื่อพวกเขาจบชั้นระดับมัธยม ขณะที่หลายวิชาใช้ทักษะการประมวลข้อมูลในลักษณะเดียวกันได้ และสามารถที่จะทำให้เกิดผลดีเพิ่มขึ้นโดยสร้างความเกี่ยวข้องให้เกิดขึ้นระหว่างกัน &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;"สำนึกการใฝ่รู้ในจิตใจ-Habits of mind" ควรเป็นเป้าหมายที่สำคัญและเป็นผลที่พึงบรรลุในการศึกษา สำนึกเหล่านี้สามารถสร้างโลกทัศน์ในการรวมกันของความแตกต่างในหลักเกณฑ์หรือวิชาการทั้งหลาย ควรพิจารณากันเป็นกฎเบื้องต้นสำหรับหลักเกณฑ์เฉพาะ รวมเข้าไว้โดยไม่จำกัดการตรวจสอบความน่าเชื่อถือจากข้อมูลในแง่ของวิทยาศาสตร์ ความงามและความปรารถนาที่สำคัญในแง่ศิลปะ และในบทบาทของความเชื่อและศรัทธาในแง่ของศาสนาด้วย&lt;br /&gt;นี่ไม่ใช่การแนะนำว่าสำนึกการใฝ่รู้นี้ควรถูกสอน—หรือแม้แต่เป็นสิ่งที่สมารถสอนกันได้ มันควรถือเป็นการส่งเสริมเกื้อกูลกันตามธรรมชาติ โดยผ่านการสร้างแบบจำลองและสร้างเสริมประสบการณ์ที่เหมาะสม ทั้งไม่ได้เสนอแนะว่ามีโลกทัศน์ที่ถูกต้องเมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน แต่ทว่าหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกันนั้นสามารถทำให้เกิดมุมมองสำคัญอื่นและยังแตกต่างกันได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญคือ สำนึกของการใฝ่รู้นี้ต่อการหล่อเลี้ยงและให้คุณค่าต่อหลักเกณฑ์ทั้งหลายที่กำลังศึกษากัน โดยการส่งเสริมผ่านการตั้งคำถามและผลสะท้อนกลับมา คำถามหลายคำถามเช่น ท่าน(ฉัน) รู้ได้อย่างไร? เรา(ฉัน)สามารถรู้สิ่งนั้นได้หรือ? อะไรคือหลักฐาน? ท่าน(ฉัน)ได้รับข้อสรุปในการตัดสินใจนี้ได้อย่างไร? &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;คำถาม ไม่ว่าจากผู้อื่นหรือของตนเองเป็นหัวใจของการเรียนรู้แบบสืบสวน ขณะที่คำถามเป็นส่วนหนึ่งของห้องเรียนแบบเดิมด้วยนั้น แหล่งที่มา จุดมุ่งหมาย และระดับหรือชนิดของคำถามแตกต่างกัน ในห้องเรียนแบบปรกติ ครูคือผู้ตั้งคำถาม คำถามค่อนไปทางย้อนรอยเกี่ยวกับการอ่านหรือกิจกรรมที่กำหนดให้ก่อนหน้า ในห้องเรียนแบบสืบสวนนั้น ครูจะตั้งคำถามเปิดกว้างและสะท้อนความเป็นธรรมดาและธรรมชาติ เทคนิควิธีการตั้งคำถามที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญในการเรียนรู้แบบสืบสวนในห้องเรียน โดยเฉพาะในระดับการศึกษาขั้นต่ำๆ เพราะจะกลายเป็นพื้นฐานของการริเริ่มตั้งคำถามด้วยตนเอง &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;Dennie Palmer Wolf, เขียนหนังสือชื่อ &lt;a href="http://www.thirteen.org/edonline/concept2class/w6-resources.html#art" target="_blank"&gt;THE ART OF QUESTIONING&lt;/a&gt;, จัดพิมพ์โดย Academic Connections ในราวปี 1987 แนะนำว่ามีลักษณะสำคัญของคำถามสี่อย่างคือ คำถามที่ลงความเห็นหรือให้คำวินิจฉัยได้ (inference questions) คำถามที่ต้องแปลความหมาย (interpretation questions) คำถามที่ต้องถ่ายโอนย้ายกัน (transfer questions) และคำถามที่เกี่ยวข้องกับสมมุติฐานเพื่อการตรวจสอบ (hypotheses questions) &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;คำถามเพื่อการวินิจฉัย &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;คำถามประเภทนี้ถามผู้เรียนเพื่อให้เรียนรู้เกินเลยข้อมูลที่ตนเองมีอยู่ ตัวอย่างเช่น ครูสอนการถ่ายภาพในโรงเรียนระดับมัธยมหนึ่งจัดแสดงภาพถ่ายขาวดำครึ่งตัวของช่างเครื่องผู้หนึ่ง ที่ถ่ายโดย Paul Strand โดยถามว่า “ท่านรู้อะไรบ้างจากการมองภาพถ่ายนี้?” ผ่านการตั้งคำถามอย่างระมัดระวังและการสนทนากัน นักเรียนของเขาตระหนักว่า ภาพประกอบด้วยนัยหลายอย่างที่เปิดเผยโครงข่ายของข้อมูลทั้งหมด สัญญาณที่สื่อเนื้อหา (ทีไหนและเมื่อไรที่ถ่ายภาพนี้) เทคนิคของการถ่ายภาพ (ผู้ถ่ายภาพยืนอยู่ที่ไหนและมีแหล่งของแสงตั้งไว้ที่ใด) และการสื่อความหมายหรือทัศนะคติของช่างภาพ (ที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมและคนงาน) มองไกลไปจากข้อเท็จจริงของวิธีการนี้ คือการถามผู้เรียนให้ค้นหาร่องรอยหรือสัญญาณ กระทำการตรวจสอบ และสนทนาเกี่ยวกับการลงความเห็นและการกำหนดเป็นข้อวินิจฉัยในการใช้เหตุผล &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;คำถามที่ต้องการแปลหรือตีความ &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ถ้าคำถามที่ต้องมีการวินิจฉัยทำให้ผู้เรียนต้องเพิ่มข้อมูลที่ขาดหายไป คำถามลักษณะตีความจะเสนอให้ผู้เรียนเข้าใจถึงความสำคัญและผลที่ได้รับจากข้อมูลหรือมโนทัศน์ วันหนึ่งในชั้นเรียนภาษาอังกฤษ เป็นการค้นหาความรู้สึกที่มีต่องานโคลงกลอนของ Frost เช่น The Silken Tent ครูตั้งคำถามว่า “ลองจินตนาการดูซิว่า ถ้า Frost เปรียบเทียบหญิงคนหนึ่งกับผ้า
